โดย ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์

อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศพหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม

บทนำ

1.แรงงานชาวไทใหญ่และทายาท
เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศูนย์กลางการคา้ในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนมาก่อนยุคอาณานิคม ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่20 เศรษฐกิจของเชียงใหม่ได้รับอานิสงค์จากแรงงานต้นทุนต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ไทใหญ่/ไต (Shan) เป็นกลุ่มแรงานข้ามชาติที่มีบทบาทมากที่สุดในเชียงใหม่และภาคเหนือ งานศึกษาที่ผ่านมาต่างชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีชีวิตที่เปราะบาง (precarious life) ทั้งในสถานะมนุษยแ์ละพลเมืองทางเศรษฐกิจของรัฐและทุน สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากโครงสร้างของรัฐไทยที่ออกแบบมาเพื่อล้อมขังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านให้ 1) เป็นคนงานไร้ฝีมือและเสี่ยงอันตรายสูง เช่นงานก่อสร้าง หรืองานภาคการเกษตรที่ต้องสัมผัสสารเคมีอันตราย 2) ไม่มีสิทธิ์ รวมตัวเป็น      กลุ่ม/สหภาพแรงงาน และ 3) ถูกจำกัดสิทธิเข้าถึงสวัสดิการสังคม ตามกฎหมายแรงงานของประเทศไทย แม้จะเข้าเมืองและมีใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมายก็ตามนอกจากนี้ชีวิตที่เปราะบางยังหมายถึงสถานะมนุษย์ที่ไร้สถานะพลเมือง เป็นกลุ่มผู้หลบหนีเข้าเมืองและไม่มีใบอนุญาตทำงาน Bourdieu (1998) ชี้ว่าปรากฏการณ์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์และเสรีนิยมใหม่ ซึ่งได้สร้างให้ผู้คนจำนวนมหาศาลกลายเป็นแรงงานที่ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน ขาดศักยภาพในการปกป้องตนเอง มองไม่เห็นความต่อเนื่องของชีวิตและสุดท้ายส่งต่อความจนสู่ทายาทรุ่นต่อไป 

2. ทุนมนุษย์ของเด็กข้ามชาติไทใหญ่: พื้นที่วิจัยและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล                                                                                                                คนไทใหญ่ได้อพยพสู่เชียงใหม่อยู่หลายละลอกตั้งแต่ยุคก่อนอาณานิคม แต่ผู้ที่มีสถานะคาบเกี่ยวระหว่างผู้ผลัดถิ่นและแรงงานข้ามชาติปัจจุบันคือกลุ่มที่อพยพโยกย้ายเข้ามาในภายหลังตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ขยายตัวแบบทวีคูณในประเทศไทย และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อในประเทศเมียนมานับเป็นมูลเหตุและแรงจูงใจทั้งในเชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยา คือเป็นทั้งพลังแห่งความหวังและความหวาดกลัวที่กระตุ้น บีบคั้น ให้คนไทใหญ่เคลื่อนย้ายข้ามแดนสู่เมืองไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่จนมีแนวโน้มเป็นผู้ย้ายถิ่นถาวรโดยเฉพาะทายาทรุ่นที่2 ที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยโดยมีพ่อและแม่เป็นผู้อพยพเข้ามาก่อนรายงานจากInternational Organization for Migration (IOM) (2020) ประมาณการณ์ว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ในระบบการศึกษา3-4แสนคน

ความเปราะบาง

Nawarat (2018) ได้สำรวจประชากรวัยเรียนในแคมป์ แรงงานในเมืองเชียงใหม่ พบว่ามีเด็กวัยเรียนอยู่ประมาณ 36% ของประชากรในแคมป์ทั้งหมด 246 คน จาก 72 ครอบครัว งานชิ้นนี้วิเคราะห์โอกาสทางการศึกษาของเด็กไทใหญ่ในระบบการศึกษาไทย โดยเสนอว่าครอบครัวแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ให้คุณค่าและลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างการศึกษาของไทยที่เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับเด็กข้ามชาติครอบครัวได้จัดสรรรายได้ลำดับต้นๆ เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาไทยมักมีความหวังที่จะตั้งรกรากอยู่ประเทศไทย รวมท้ังปรารถนาที่จะใช้การศึกษาเพื่อไต่เต้าสู่การเป็นพลเมืองทางวัฒนธรรมและพลเมืองทางเศรษฐกิจ ทว่าด้วยข้อจำกัดของทุน เด็กที่อยู่รอดในระบบศึกษามีจำนวนลดลงตามลำดับและคงอยู่ไม่ถึง 3% ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชาย งานศึกษาชิ้นอื่นๆ ที่ว่าด้วยข้อจำกัดในการใช้การศึกษาเพื่อสะสมทุนมนุษย์ในกลุ่มเด็กข้ามชาติที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย เช่น Petchot (2014) และ Chan (2019) ต่างระบุทำนองเดียวกัน ดังนั้นทุนมนุษย์ในเด็กทายาทรุ่นที่ 2 ของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ในห้วงวิกฤติโควิด-19 มีความเปราะบางล่อแหลมหรือไม่อย่างไร จึงเป็นโจทย์สำคัญที่บทความวิจัยนี้ให้ความสนใจ

 จุดมุ่งหมาย

บทความนี้ต้องการวิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้นจากนโยบายการจัดการศึกษาออนไลน์ของรัฐไทยที่มีต่อการการศึกษา/สะสมทุนมนุษย์ของทายาทรุ่นที่ 2 โดยใช้กรณีศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การปรับตัวของเยาวชนไทใหญ่ผ่านการศึกษาในประเทศไทย” การวิเคราะห์จะใช้ข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informant) จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่1) ผู้แทนสถานศึกษา (ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูที่ผู้อำนวยการโรงเรียนมอบหมาย 11คน 2) ผู้ปกครองเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่6และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 และ 3)เด็กนักเรียนระดับชั้นนประถมศึกษาปีที่ 6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อมูลภาคสนามระยะที่ 1 จัดเก็บระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน ปี 2020