สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

ที่มา : http://multied.sri.cmu.ac.th/การเขียนแผนจัดประสบการ-2/

          โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว เป็นโรงเรียนที่มีบริบทชุมชนเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เป็นจํานวนมาก เป็นเหตุให้มีนักเรียนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีเนื่องจาก ต้องย้ายตามผู้ปกครองมา การจัดการศึกษาแบบเดิมที่เน้นวัฒนธรรมเดียวอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ดังนั้นโรงเรียนจึงเกิดความต้องการในการจัดการศึกษาเชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งอาศัยกระบวนการจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือในการดําเนินงานขั้นต้น ส่วนขั้นตอนที่สําคัญที่ถือได้ว่าทําให้การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ โรงเรียนพัฒนาขึ้นได้คือ การค้นหาปัญหาการจัดการเรียนการสอนของคณะครู ซึ่งพบปัญหาทั้งหมด 4 ปัญหา ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่มีความหลากหลาย ครูผู้สอนขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ พหุวัฒนธรรม ครูผู้สอนขาดทักษะการใช้สื่อที่มาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย และขาดทักษะการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่บูรณาการเนื้อหาพหุวัฒนธรรม ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ทางโรงเรียนจึงได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทวิภาษา การเปลี่ยนลีลาการสอนที่เน้น ให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนจากหลายวัฒนธรรม หรือการร่วมมือกับชุมชนในการจัดการศึกษา ซึ่งในหนึ่งวัน โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของการทํากิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของนักเรียน ซึ่งได้นํามาจัดเป็นตัวอย่างในวันบรรยายทั้งหมด 6 กิจกรรม ประกอบไปด้วย 1. กิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน 2. กิจกรรมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียนผ่านการเล่นเกม โดยเนื้อหาภายในเกม จะเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ประเพณีวัฒนธรรม อาหาร หรือภาษา 3. กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่มีการนําสื่อการสอนจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ มาประกอบการสอน หรือบูรณาการไปกับเนื้อหาสาระที่หลากหลาย 4. กิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งเสริมทักษะด้านศิลปะและอารมณ์ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์เป็นฐาน เช่น การระบายสีรูปภาพการละเล่นของชาติพันธุ์ต่าง ๆ 5. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ของผู้เรียน โดยมีการใช้สื่อการสอนจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ มาประกอบกิจกรรม เช่น เพลงในแต่ละชาติพันธุ์ อุปกรณ์หรือสิ่งของ จากแต่ละชาติพันธุ์ จะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนการสอนจะเน้นให้เด็กเกิดความสนุกสนาน หรือจัดควบคู่ไปกับการเล่น เพราะเด็กกับการเล่นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น หากสามารถจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นได้ จะทําให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งในการเรียน ผู้เรียนจะต้องได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทํา เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ตรง สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และรู้จักตั้งคําถามโดยที่ไม่ต้องรอครูผู้สอน คอยป้อนความรู้ให้เพียงฝ่ายเดียว ในด้านการทํางานของครูในโรงเรียนจะเป็นไปในลักษณะของการร่วมมือกัน มากกว่าต่างฝ่ายต่างทํา มีการเสริมแรงในการทํางานเพื่อให้ครูมีความสุขในการทํางาน เพราะโรงเรียนมีแนวคิดที่ว่า “เมื่อครูมีความสุขเด็กก็จะมีความสุข” นอกจากนี้ การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จํากัด แค่ในด้านการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างหรือกฎระเบียบของโรงเรียน เช่น การเปลี่ยนกฎการแต่งกาย อนุญาตให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดประจําชนเผ่าของตนเองมาโรงเรียนได้ เพราะการจัดการศึกษาเชิงพหุวัฒนธรรมหากจะทําให้เกิดผลก็ควรจัดให้ครอบคลุมทั้งในและนอกห้องเรียน  

          วิเคราะห์และวิพากษ์เกี่ยวกับความรู้หรือเนื้อหาที่ได้จากการบรรยายว่าสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto หรือไม่อย่างไร

          การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว มีความสอดคล้องกับ แนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Banks อยู่ 2 ประการ ประการแรกคือ การทําความเข้าใจ และรื้อสร้างองค์ประกอบทั้ง 11 องค์ประกอบ โดยจุดเริ่มต้นตลอดจนการดําเนินการจัดการศึกษา พหุวัฒนธรรมของโรงเรียน เกิดจากการตั้งคําถามกับองค์ประกอบภายในโรงเรียนเช่นเดียวกับ James Banks โดยองค์ประกอบที่ถูกตั้งคําถามอย่างเด่นชัดองค์ประกอบแรกคือ นโยบายและการเมือง เดิมทีแม้ว่าโรงเรียนจะมีนโยบายและกฎการแต่งกายของนักเรียนด้วยชุดนักเรียนเท่านั้น แต่นักเรียนยังแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ ของตนเองซ้อนไว้ข้างในชุดนักเรียนหรือยังมีเครื่องประดับ สิ่งของต่าง ๆ ใส่ติดตัวมา โรงเรียนจึงเกิดการตั้งคําถามเกี่ยวกับนโยบายว่าแท้จริงแล้วนโยบายที่มีอยู่ได้สะท้อนและตอบสนองความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในโรงเรียนแล้วหรือไม่ จนทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎ อนุญาตให้นักเรียนแต่งกายตามชาติพันธุ์ของตนเองมาโรงเรียนได้โดยที่ไม่จําเป็นต้องสวมชุดนักเรียนทับ อีกทั้งยังถือเป็นการส่งเสริม และให้ความสําคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมไปด้วย องค์ประกอบต่อมาคือ ภาษาและการสื่อสาร โรงเรียนได้ตั้งคําถามเกี่ยวกับการให้ความสําคัญกับภาษาของผู้เรียน โดยมองว่าการสื่อสารของครูและนักเรียน มีอุปสรรคไม่น้อย เนื่องจากครูและนักเรียนต่างไม่เข้าใจภาษาของกันและกัน การจุดประเด็นคําถามเกี่ยวกับปัญหานี้จึงทําให้ภาษาของนักเรียนได้รับความสําคัญมากขึ้น มีการส่งเสริมให้นักเรียนใช้ภาษาถิ่นของตนเองในโรงเรียน ซึ่งก็ถือเป็นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งระหว่างครูกับนักเรียน และกับนักเรียนด้วยกันเององค์ประกอบต่อมาคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ปกครองต่อการศึกษา การตั้งคําถามว่าผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีบทบาทในการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมหรือไม่ ทําให้โรงเรียนได้ตระหนักและสร้างความร่วมมือกับทั้งสองฝ่ายที่กล่าวมาในการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการได้รับข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่หลากหลายจากผู้ปกครอง การใช้ชุมชนเป็นสื่อและแหล่งการเรียนรู้ องค์ประกอบต่อมาคือกลยุทธ์และลีลาการสอน เกิดการตั้งคําถามเกี่ยวกับวิธีการสอนที่มีอยู่ ว่าได้มีการปรับให้เหมาะกับภูมิหลังทางวัฒนธรรมของผู้เรียนหรือไม่ มีความหลากหลายหรือไม่ ผลจากการตั้งคําถามรื้อสร้างคือ เกิดการใช้ทวิภาษาในการสอน การสร้างสรรค์กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนอง ต่อความพัฒนาการความต้องการ และตัวตนของผู้เรียน องค์ประกอบสุดท้ายที่มีการตั้งคําถามและรื้อสร้างอย่างชัดเจนคือ บุคลากรในโรงเรียน ทั้งด้านเจตคติ การรับรู้ ความเชื่อและปฏิบัติการ เนื่องจากโรงเรียนมีการค้นหาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษามาก่อน และหนึ่งในปัญหาที่พบคือ บุคลากรขาดทักษะ ทัศนคติ เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม จนเกิดเป็นประเด็นคําถาม จนนําไปสู่ระบบการพัฒนาบุคลากร ด้านพหุวัฒนธรรมในที่สุด การตั้งคําถามและรื้อสร้างองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นสิ่งสอดคล้องกัน อย่างเห็นได้ชัดระหว่างการดําเนินการของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวและแนวคิด 11 องค์ประกอบ ของ James Banks ในขณะที่ยังมีบางองค์ประกอบที่ยังมีความสอดคล้องกันเพียงเล็กน้อย ได้แก่องค์ประกอบด้านสื่อการสอน และหลักสูตรและสาระวิชา ที่ทางโรงเรียนได้มีการตั้งคําถามเพียงในด้านของความหลากหลายและมีการปรับเพียงเพื่อให้สะท้อนความหลากหลายของกลุ่มวัฒนธรรม แต่ยังไม่มีการตั้งคําถามเกี่ยวกับมุมมองหรือแนวคิดที่เกิดต่อผู้เรียน เช่น สื่อการสอนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจแนวคิดสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นอคติ การเลือกปฏิบัติ การเหยียดเพศหรือเชื้อชาติหรือไม่ หรือหลักสูตรและสาระวิชา

          ช่วยให้ผู้เรียนมองเหตุการณ์และแนวคิดจากมุมมองของกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ หรือไม่ เมื่อตั้งคําถามไม่ถึง ประเด็นเหล่านี้ การรื้อสร้างจึงยังไม่เกิดขึ้นหรือยังไม่เป็นรูปธรรมมากเท่าที่ควร แต่อาจเนื่องด้วยผู้เรียนที่ยังอยู่ในระดับอนุบาลที่เป็นข้อจํากัดในด้านของการทําความเข้าใจ จึงส่งผลให้โรงเรียนไม่สามารถจัดองค์ประกอบ ทั้งสององค์ประกอบนี้ได้อย่างลึกซึ้งมากนัก และสุดท้ายองค์ประกอบที่ยังไม่มีการตั้งคําถามหรือรื้อสร้าง คือ หลักสูตรแฝง ระบบการให้คําปรึกษาและแนะแนว และจารีตการทดสอบและประเมินผล ที่ยังไม่มีการตั้ง คําถามว่ามีความหลากหลายและมีความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมหรือไม่ ซึ่งสาเหตุก็อาจยังคงเป็นเรื่องของ ข้อจํากัดด้านพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ยังไม่เพียงพอเช่นเดิม ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับความสอดคล้องของแนวคิดการรื้อสร้าง 11 องค์ประกอบ ได้ว่า โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว มีการตั้งคําถามและรื้อสร้างองค์ประกอบถึง 8 องค์ประกอบ ซึ่งถือได้ว่ามีการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงตามแนวคิดของ James Banks และนอกจากนี้ ความสอดคล้องประการที่สอง คือมิติของการการศึกษาพหุวัฒนธรรมตามแนวคิดของ James Banks โดยสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้ มิติการบูรณาการเนื้อหา James Banks ได้ระบุไว้ว่าคือการที่ครูผู้สอนยังคงวิชาต่าง ๆ ไว้เหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็นําเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของกลุ่มต่าง ๆ มาสอดแทรก ซึ่งโรงเรียนได้มีการบูรณาการ วัฒนธรรมของเด็กนักเรียนเข้าไปเนื้อหาในวิชาและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ครูผู้สอนยังสอน เนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเช่นเดิม เพียงแต่ภายในผลงานหรือชิ้นงานมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาติพันธุ์ของเหล่านักเรียนสอดแทรกอยู่ หรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการนําเพลงและสิ่งของของแต่ละชาติพันธุ์มาใช้เป็นสื่อประกอบ ซึ่งมีรูปแบบการบูรณาการคือ การเพิ่มบทบาท คือการกล่าวถึงที่มาและความสําคัญของสื่อที่นํามา มิติต่อมาที่มีความสอดคล้องกันคือ กระบวนการสร้าง องค์ความรู้ในมิตินี้สถานศึกษาและครูจะต้องเปลี่ยนจากการเรียนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหาที่มีอยู่เดิม เป็นการกระตุ้น ส่งเสริมให้นักเรียนมีโอกาสได้ค้นคว้าความรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดและความเข้าอกเข้าใจใน ผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรม ซึ่งโรงเรียนมีรูปแบบการสอนนี้ค่อนข้างชัดเจนผ่านการสอนแบบ Active Learning โดยครูผู้สอนจะมีหน้าที่ในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย แต่หลังจากนั้นจะเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาความรู้ที่เหลือด้วยการวิธีการต่าง ๆ และตั้งคําถามด้วยตนเอง ในการเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างจะทําให้ผู้เรียนเกิดการเปรียบเทียบด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมกลางแจ้ง เรื่องการละเล่นของแต่ละชาติพันธุ์ เด็กจะพบว่าของเล่นบางชิ้นทั้งตนและเพื่อนต่างชาติพันธุ์จะเคยเล่นเหมือนกัน แต่การเรียกชื่อจะต่างกัน หลังจากนั้นจะเป็นกระบวนการเปรียบเทียบ การคิดหาเหตุผลด้วยตนเอง และการอภิปรายร่วมกัน ว่าเพราะเหตุใดของเล่นที่เหมือนกันถึงมีชื่อเรียกต่างกัน โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นหรือสอดแทรกความรู้ เป็นบางส่วนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเจอคําตอบเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมทางภาษาของแต่ละคนในที่สุด ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการที่ผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจในความแตกต่างได้นั้นอาจต้องอาศัยการอภิปราย และจําเป็นต้องมีครูเป็นคอยส่งเสริมหรือสอดแทรกให้ มิติต่อมาคือ การลดอคติ การศึกษาพหุวัฒนธรรม ในมิตินี้ สถานศึกษาและครูควรปลูกฝังเจตคติทางบวกเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและค่านิยม แบบประชาธิปไตยให้แก่ผู้เรียน โดยโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนได้รับรู้ถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเน้นความร่วมมือติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ กิจกรรมการแต่งกายตามชุดประจําชาติพันธุ์ของตนเองและใช้ตัวเองเป็นสื่อในการสอน หรือแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันและกัน การลงพื้นที่ชุมชน และการเรียนรู้ผ่านเพลงและสื่ออื่น ๆ จากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ร่วมกัน การให้ผู้เรียนได้แสดงตัวตนของตนเองแก่กันอย่างเต็มใจและสม่ำเสมอ จะทําให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า ของวัฒนธรรมตนเองไปพร้อม ๆกับให้คุณค่ากับวัฒนธรรมของผู้อื่น ซึ่งก็นําไปสู่การลดและปราศจากอคติได้ แต่ในขณะเดียวกัน ในกรณีที่ผู้เรียนมีอคติต่อวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมาตั้งแต่ต้นเป็นอย่างมาก การจัดการศึกษาด้วยวิธีการนําเสนอข้อมูลโดยปราศจากการถกเถียงหรือตั้งคําถาม จะช่วยลดอคติที่มีได้จริงหรือไม่ ในมิตินี้ สถานศึกษาอาจต้องพิจารณาให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น มิติต่อมาคือ การสอนที่ยึดหลัก ความยุติธรรม เป็นมิติที่มุ่งเน้นให้ครูปรับวิธีการสอนเพื่อสนับสนุนนักเรียนอย่างทั่วถึง ทั้งการมีส่วนร่วม ในชั้นเรียน การอภิปรายแสดงความคิดเห็น การทํางาน ซึ่งโรงเรียนได้ให้ความสําคัญกับมิตินี้ด้วย การจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษา ให้ความสําคัญกับบทบาทของนักเรียนทุกคนด้วยการจัดเนื้อหาสาระ ที่ครอบคลุมชาติพันธุ์ของนักเรียนทุกคน และให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเป็นผู้นําเสนอความเป็นวัฒนธรรมของตน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย สามารถใช้ตนเองเป็นสื่อในการถ่ายทอดวัฒนธรรมได้ หรือเมื่อมีการเรียนการสอน เกี่ยวกับวัฒนธรรมของนักเรียนคนใด นักเรียนสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ร่วมกับครูได้ทุกเมื่อ และมิติสุดท้าย การปรับโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมในโรงเรียน โรงเรียนมีการปรับโครงสร้างวัฒนธรรม และสร้างบรรยากาศของความร่วมมือกันในการจัดการศึกษาทั้งสถานศึกษา ชุมชน และผู้ปกครอง เช่นการจัดระบบพัฒนาบุคลากรด้านพหุวัฒนธรรม การใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ การร่วมกันออกแบบการเรียนการสอนกับผู้ปกครอง เป็นต้น

          ในส่วนของความแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ Sonia Nieto ที่ได้กล่าวถึง ลักษณะความเป็น พหุวัฒนธรรมของสถานศึกษาว่ามี 4 ประเภท ได้แก่ การอยู่ร่วมกันอย่างอดทนอดกลั้น การยอมรับความมีอยู่ ของวัฒนธรรมอย่างแตกต่างหลากหลาย การเคารพวัฒนธรรม และการยืนยัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรม จากการวิเคราะห์หาความสอดคล้องพบว่า การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว มีความสอดคล้องและใกล้เคียงกับลักษณะความเป็นพหุวัฒนธรรมตามแนวคิดของ Sonia Nieto ในระดับการยอมรับความมีอยู่ของวัฒนธรรมอย่างแตกต่างหลากหลาย เนื่องจากมีนโยบายและการปฏิบัติการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความแตกต่างของผู้เรียน มีเนื้อหาที่ครอบคลุมความหลากหลายของวัฒนธรรมในโรงเรียนและสังคม มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียนที่มาจากต่างที่กัน ตระหนักถึงบทบาทของโรงเรียนในการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยการทํางานร่วมกับชุมชนและผู้ปกครอง ด้วยเหตุนี้ ทําให้สามารถสรุปได้ว่าความเป็นพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวได้ข้ามผ่านระดับของการอดทนมาสู่การยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังห่างไกลจากระดับ การเคารพ และการยืนยัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมอยู่มาก เพราะทั้งสองระดับสุดท้ายนี้จะไม่เน้นเฉพาะการรับฟัง หรือเข้าใจเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องมีการพูดคุยหรือเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งจากรูปแบบการจัดการศึกษาของโรงเรียนยังจัดการศึกษาในรูปแบบของการนําเสนอความเป็นอัตลักษณ์ให้ผู้เรียนได้ทําความรู้จัก เรียนรู้ เข้าใจ แต่ยังหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาหรือความขัดแย้งต่าง ๆ อยู่ จึงทําให้พหุวัฒนธรรมลักษณะ 2 ระดับสุดท้ายยังไม่ปรากฏขึ้น ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากบริบทของโรงเรียนหรือระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เป็นตัวกําหนดหรือข้อจํากัดในการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม กล่าวคือการจัดการเรียนการสอนแบบวิพากษ์ ถกเถียง ฯลฯ อาจมีความท้าทายก็จริงแต่อาจมีความยากเกินไป และไม่เหมาะสําหรับผู้เรียนในระดับนี้  

          อธิบายประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาพหุวัฒนธรรมที่วิทยากรได้พูดถึงและได้แลกเปลี่ยนแต่ไม่ได้ปรากฏในแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto

          โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวเลือกใช้ทฤษฎีการจัดการความรู้ (KIM : Knowledge Management) เป็นฐานในการพัฒนาการจัดการศึกษาไปสู่ความเป็นพหุวัฒนธรรม เพราะเชื่อว่าก่อนการสร้างความเป็นพหุวัฒนธรรมจะต้องมีการจัดการความรู้ที่มีอยู่ก่อน ซึ่งได้มีการกําหนดเป้าหมายที่ต้องบรรลุเพื่อไปสู่การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมทั้งหมด 4 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1. บรรลุเป้าหมายของงาน คือการจัดการศึกษาจะต้องมีความเสมอภาคและเท่าเทียม เด็กทุกคนจะต้องได้เรียน 2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน คือการพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในพหุวัฒนธรรม 3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรเป็นองค์กรเรียนรู้ และ 4. บรรลุความเป็นชุมชนเป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทํางานการเรียนรู้ ซึ่งเป้าหมายจากการจัดการความรู้ทั้ง 4 เป้าหมายนี้จะต้องถูกนําไปสู่การปฏิบัติด้วยกันอย่างไม่ขาดเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไป จึงจะช่วยให้การจัดการศึกษา พหุวัฒนธรรมเกิดขึ้นได้และเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากทฤษฎีการจัดการความรู้แล้วโรงเรียน ยังมีการวางระบบกลไกการหนุนเสริมการปฏิบัติงานแก่ครูและบุคลากรของสถานศึกษา เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจในการทํางาน และสนับสนุนระบบการทํางานแบบร่วมมือกันเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่มีร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปสถานศึกษาอาจมองว่าการทํางานเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องเสริมแรงใด ๆ แต่โรงเรียนแห่งนี้ถือว่าการสร้างความเข้าใจการยอมรับถือเป็นพื้นฐานของสังคมพหุวัฒนธรรม และด้วยแนวคิดที่สําคัญที่ว่า “ครูมีความสุข = นักเรียนมีความสุข” แล้ว การสร้างบรรยากาศการทํางาน ในลักษณะนี้จึงมีความสําคัญต่อการพัฒนาพหุวัฒนธรรมศึกษาไม่น้อย และสุดท้ายโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวมีแนวคิดการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัว หรือวัฒนธรรมใกล้ตัวก่อนแล้วค่อยขยายกว้างออกไปสู่สิ่งที่ไกลตัว โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ ได้อย่างมีความหมาย เนื่องจากตามปกติผู้เรียนมักจะสนใจและคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรม หากการศึกษาต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจความเป็นวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ควรจะเริ่มต้นด้วย การใช้วัฒนธรรมของตัวผู้เรียนเป็นฐานในการเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงออกสู่วัฒนธรรมอื่น ๆ ในภายหลัง ในท้ายที่สุดจะทําให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า เห็นความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงของความหลากหลายได้ด้วยตนเอง

          สะท้อนคิดจากวิทยากรซึ่งเป็นคณะครูที่มาบรรยายโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในบริบทการศึกษาไทย: กรณีศึกษาโรงเรียนเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กระบวนวิชา 100310    การศึกษาพหุวัฒนธรรม

          โดย นางสาวอารีรักษ์ อินเบี้ย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กระบวนวิชา 100310 การศึกษาพหุวัฒนธรรม