สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

ที่มา : http://multied.sri.cmu.ac.th/การเขียนแผนจัดประสบการ-2/

          โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว ได้นําวัฒนธรรมที่หลากหลายของผู้เรียน ซึ่งได้แก่ วัฒนธรรมคนเมือง วัฒนธรรมคนม้ง และวัฒนธรรมคนไทใหญ่ มาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ก่อนที่ทางโรงเรียนจะมีการการจัดการเรียนการสอนบนฐานวัฒนธรรมของผู้เรียนในปัจจุบัน ได้เรียนรู้จากครูแม่แดงถึงความเป็นมาของการจัดการความรู้ที่คํานึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมของโรงเรียนแห่งนี้ โดยครูแม่แดงเล่าว่าเหตุที่โรงเรียนจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรมนั้น เนื่องจากชุมชนตําบลเจดีย์แม่ครัวนั้นประกอบไปด้วยคนจากหลากหลายวัฒนธรรม ส่งผลให้เด็กที่เข้าโรงเรียนมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมไปด้วย อีกทั้งผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองต่างมีความต้องการที่จะจัดการศึกษาเชิงวัฒนธรรม จึงร่วมมือกันพัฒนารูปแบบการจัดการ ประสบการณ์เรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาสําหรับเด็กปฐมวัย หลังจากที่คณะครูได้ทราบบริบททางชุมชนแล้ว จึงได้ร่วมกันค้นหาปัญหาจากการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน โดยปัญหาที่พบมีทั้งหมด 4 ปัญหา ได้แก่ ปัญหาการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ปัญหาครูขาดทักษะ ความรู้ และการสื่อสารกับเด็กที่มาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ปัญหาครูขาดทักษะการใช้สื่อที่มาจาก วัฒนธรรมที่หลากหลายได้เกิดการเรียนรู้ และปัญหาครูขาดทักษะการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ที่บูรณาการเนื้อหาพหุวัฒนธรรม เมื่อทราบปัญหาจึงเข้าสู่ขั้นตอนพัฒนาบทเรียนร่วมกัน นําบทเรียนเหล่านั้นไปใช้ในห้องเรียน และสะท้อนผลจากการใช้ หากมีปัญหาคณะครูก็จะนําบทเรียนไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การจัดการการสอนเกิดประสิทธิผลดีที่สุด หลังจากฟังการบรรยายแนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมจากครูแม่แดง ทีมวิทยากรก็ได้บรรยายและสาธิตกิจกรรมการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยที่จัดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งมีทั้งหมด 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา จากการเรียนรู้ตามฐานของแต่ละกิจกรรม ทําให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยที่แตกต่างไปจากที่เคยประสบมาเมื่อตนยังเป็นเด็ก คณะครูโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวแห่งนี้ ได้บูรณาการวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายของนักเรียนเข้า กับบทเรียนได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการนําเพลงของแต่ละวัฒนธรรมมาประกอบกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การนําอาหารของแต่ละวัฒนธรรมมาให้นักเรียนได้รับประทาน หรือสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือ การนําของเล่นของทุกวัฒนธรรมมาให้นักเรียนได้เล่น ได้สัมผัส และได้เรียนรู้ในกิจกรรมกลางแจ้ง แม้ว่านักเรียนจะมีความแตกต่างกัน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ตระหนักว่าจะต้องแบ่งแยกการเล่น ทุกคนสามารถเล่นร่วมกันได้ไม่ ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นใด อีกทั้งได้เห็นความพยายามของคณะครูในการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ทุ่มเทแม้กับ การหาซื้อของเล่นที่ทําเองไม่ได้ เพื่อให้นักเรียนได้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับของเล่น

          วิเคราะห์และวิพากษ์เกี่ยวกับความรู้หรือเนื้อหาที่ได้จากการบรรยายว่าสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto หรือไม่อย่างไร

          การจัดประสบการณ์เรียนรู้ด้านพหุวัฒนธรรมศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวมีทั้งส่วนที่สอดคล้องกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาของ James Banks และของ Sonia Nieto ตามแนวทางการจัด การศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Banks นั้น ได้เสนอไว้หลายแนวคิด ทั้งนี้ความรู้ได้ที่ฟังนั้นมีส่วนสอดคล้อง กับแนวคิดปัจเจกบุคคล/พฤติกรรมของนักเรียน สืบเนื่องจากปัญหาที่คณะครูได้ค้นพบคือ ปัญหาครูขาดทักษะ ความรู้ และการสื่อสารกับเด็กที่มาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ครูแม่แดงได้เล่าว่า ครูบางคนได้ล้อเลียน นักเรียนที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตนเองบ้างเป็นบางครั้ง จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของครูสอดคล้องกับความ เชื่อของแนวคิดนี้ที่ว่าครูผู้สอนไม่ได้เป็นผ้าขาวหรือมีความเป็นกลาง แต่ผู้สอนมาพร้อมกับอคติทางวัฒนธรรม ฉะนั้นเมื่อโรงเรียนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่เน้นการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ครูจึงได้สํารวจ ตนเองว่ามีทัศนคติต่อความแตกต่างอย่างไร และเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมภายหลังจากที่ เข้าใจบริบทชุมชนรวมถึงที่มาของความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน ทําให้ครูผู้สอนสามารถจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่สอดคล้องกับแนวคิดโรงเรียนในฐานะที่เป็นระบบสังคม ตามแนวคิดนี้มองว่าโรงเรียนเป็นสังคมย่อยหนึ่งและมีองค์ประกอบ 11 ด้าน ได้แก่ นโยบายและการเมือง หลักสูตร แฝงลีลาการเรียนรู้ ภาษาและการสื่อสารในโรงเรียน การมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการศึกษาในโรงเรียน ระบบการให้คําปรึกษาและแนะแนว จารีตการทดสอบและประเมินผล สื่อการสอน หลักสูตรและสาระวิชา กลยุทธ์ และลีลาการสอน และบุคลากรในโรงเรียน ทั้งด้านเจตคติ การรับรู้ ความเชื่อ และการกระทํา Banks มองว่า การที่จะเป็นโรงเรียนพหุวัฒนธรรมจะต้องปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทั้ง 11 ด้านนี้ จากการฟังทีมวิทยากร บรรยายทําให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนตามองค์ประกอบข้างต้น แม้จะมีบางองค์ประกอบที่ไม่เห็นเด่นชัดว่ามี การปรับเปลี่ยนเนื่องจากข้อจํากัดในเรื่องของเวลาในการฟังบรรยายและไม่ได้ไปสังเกตและลงพื้นที่จริง เช่น ลีลาการเรียนรู้ ระบบการให้คําปรึกษาและแนะแนว จารีตการทดสอบและประเมินผล กระนั้นจะเห็นได้ว่า นโยบายของโรงเรียนไม่ได้กีดกันเด็กที่มาวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่เปิดรับทุกวัฒนธรรม โรงเรียนได้ให้ ความสําคัญกับภาษาที่หลากหลายทั้งภาษาเมือง ภาษาม้ง และภาษาไทใหญ่ และสอนภาษาเหล่านี้ในชั้นเรียน อีกทั้งสื่อการสอนสะท้อนให้เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมได้อย่างเด่นชัด มีการสอดแทรกความ หลากหลายของวัฒนธรรมเข้ากับ 6 กิจกรรมหลัก จากสื่อการสอนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรและสาระ วิชามีความเป็นพหุวัฒนธรรม ชุมชนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยผู้ปกครอง เป็นที่ปรึกษาและให้ความช่วยเหลือกับครูในการจัดทําสื่อการสอน เช่น ผู้ปกครองได้จัดหาเครื่องแต่งกายของ แต่ละวัฒนธรรมมาให้เด็กได้เรียนรู้ เป็นต้น และที่สําคัญตัวบุคลากรในโรงเรียนเองจากการได้ฟังการบรรยาย สัมผัสได้ว่าครูมีความเข้าใจในตัวผู้เรียน ยอมรับและเคารพในความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าเด็กจะมาจากวัฒนธรรมใด ครูก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสอน เพื่อให้เด็กได้เติบโตและเรียนรู้ในสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม สุดท้ายนี้ยังมีส่วนที่สอดคล้องกับแนวคิดสุดท้ายของ James Banks ซึ่งก็คือแนวคิด 5 มิติของการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยแนวคิดนี้ได้เสนอว่า การศึกษาพหุวัฒนธรรมประกอบไปด้วย 5 มิติ ได้แก่ การบูรณาการเนื้อหา

          การสร้างความรู้ การสอนที่ยึดหลักเสมอภาค การลดความเกิดอคติ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และโครงสร้าง ทางสังคมของโรงเรียน จะเห็นได้ว่า สําหรับมิติที่ 1 การบูรณาการในเนื้อหาวิชานั้น คณะครูโรงเรียนอนุบาล เทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวได้นําวัฒนธรรมของนักเรียนทั้งสามวัฒนธรรมอันได้แก่ วัฒนธรรมคนเมือง วัฒนธรรมคนม้ง และวัฒนธรรมคนไทใหญ่ มาบูรณาการเข้ากับ 6 กิจกรรมหลักที่เด็กปฐมวัยจะได้เรียนรู้ในทุก วัน โดยกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะนั้นจะมีการนําเพลงของแต่ละวัฒนธรรมมาเปิดประกอบการเต้นเข้า จังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์จะมีการนําอาหารประจําแต่ละวัฒนธรรมมาให้นักเรียนได้ชิม กิจกรรม สร้างสรรค์มีการบูรณาการภาษาหรือภาพการละเล่นของแต่ละวัฒนธรรมมาประกอบในการทํางานศิลปะ ใน กิจกรรมเสรีจะมีการจัดมุมการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น มุมนิทาน มุมดนตรี มุมหนังสือ มุมตุ๊กตา หรือมุมบทบาท สมมติ ซึ่งทุกมุมจะมีวัฒนธรรมทั้งสามวัฒนธรรมสอดแทรก สําหรับกิจกรรมกลางแจ้งนั้น ดังที่ได้กล่าวไป ข้างต้น ครูได้มีการนําของเล่นของแต่ละวัฒนธรรมมาให้นักเรียนได้เล่น เช่น ลูกช่วงจากวัฒนธรรมม้ง เป็นต้น และกิจกรรมเกมการศึกษาจะมีการสอดแทรกการแต่งกาย อาหาร หรือภาษา ของแต่ละวัฒนธรรมมาผลิตเป็น สื่อเกมให้เด็กได้เรียนรู้ในมิติที่ 2 กระบวนการสร้างองค์ความรู้นั้น คือการที่ครูผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจว่าความรู้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร โดยเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สําหรับมิตินี้ด้วยความที่ ผู้เรียนอยู่ในช่วงชั้นปฐมวัย ทําให้การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอาจไม่เกิดขึ้น ในมิตินี้ครูจึงเพียงกระตุ้น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรมเท่านั้น ในมิติที่ 3 การลดอคตินั้น จะเห็นได้ชัดว่า ทางโรงเรียนได้มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นไปที่ความเป็นพหุวัฒนธรรม กิจกรรมการเรียนการสอนจึงเน้น ไปที่ครูได้ปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่าตนอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เล่น ด้วยกัน ทําให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อแตกต่างหลากหลาย สําหรับมิติที่ 4 ศาสตร์การสอนที่ยึดหลักความเสมอ ภาคนั้น แน่นอนว่าครูผู้สอนได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนที่เอื้อให้นักเรียนในทุกวัฒนธรรมได้เรียนรู้และเติบโต อย่างเท่าเทียม นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สุดท้ายนี้ในมิติที่ 5 การปรับโครงสร้างทางสังคมและ วัฒนธรรมในโรงเรียนนั้น ทางโรงเรียนได้สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ทัศนคติของ ครูต่อความหลากหลายเป็นไปในทิศทางบวก นักเรียนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม อีกทั้งผู้ปกครองก็ได้ มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของตน ทําให้โรงเรียนมีวัฒนธรรมที่เป็นพหุวัฒนธรรม

          นอกเหนือจากส่วนที่สอดคล้องกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาของ James Banks แล้ว ยังมีส่วนที่ สอดคล้องกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาของ Sonia Nieto อีกด้วย ตามแนวคิดของ Sonia Nieto นั้น เธอได้ แบ่งลักษณะความเป็นพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษาออกเป็น 4 ระดับ/ประเภท ได้แก่ ระดับอดทน ระดับ ยอมรับ ระดับเคารพ และระดับยืนยัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิพากษ์วิจารณ์ โดยโรงเรียนพหุวัฒนธรรมระดับ อดทนนั้นจะมีลักษณะที่อดทนต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือยอม ๆ ไป เนื่องจากมีปัจจัยบังคับ เช่น นโยบาย กฎหมาย ทําให้ผู้ที่อดทนรู้สึกฝืน อึดอัด ไม่มีความสุข เพราะไม่เข้าใจความแตกต่าง โรงเรียนพหุ วัฒนธรรมระดับนี้จึงไม่มีความยั่งยืน ตัวอย่างลักษณะของโรงเรียนที่อยู่ในระดับอดทน เช่น มีนโยบายที่ห้ามรู้ เหยียดหยามเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติ มีการบูรณาการเนื้อหาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้เรียนเข้าไปในกลุ่ม สาระวิชาสังคมและภาษาอังกฤษ สําหรับโรงเรียนพหุวัฒนธรรมระดับยอมรับนั้น ความแตกต่างทางวัฒนธรรม จะได้รับการยอมรับและให้ความสําคัญ ไม่ถูกปฏิเสธหรือถูกดูแคลน ความรู้สึกที่จะต้องอดทนหรือฝืนต่อความ แตกต่างจะหายไป ตัวอย่างลักษณะของโรงเรียนที่อยู่ในระดับยอมรับ เช่น มีนโยบายและการปฏิบัติของ โรงเรียนสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้เรียน มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรของ สถานศึกษาให้สะท้อนหรือสอดคล้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในโรงเรียน เป็นต้น สําหรับ โรงเรียนพหุวัฒนธรรมระดับเคารพ จะมีการชื่นชมและภูมิใจในความหลากหลาย มองความหลากหลายใน ทางบวก และนําความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าสู่ห้องเรียน เช่น วัฒนธรรมของผู้เรียน ภาษา การมีส่วน ร่วมของผู้ปกครอง โรงเรียนพหุวัฒนธรรมที่อยู่ในระดับเคารพ มีลักษณะเหมือนกับของระดับยอมรับ แต่มีสิ่งที่ เพิ่มเข้ามา อาทิ มีนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงการเคารพความเป็นพหุวัฒนธรรม เช่น มีการสอนแบบพหุภาษา สร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนให้มีความเป็นพหุวัฒนธรรม เป็นต้น ในระดับสุดท้ายนั้น คือ โรงเรียนพหุ วัฒนธรรมระดับยืนยัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิพากษวิจารณ์ ระดับนี้มองว่าการเรียนที่มีพลังจะเกิดขึ้นได้ ก็ ต่อเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และถกเถียงความแตกต่างทางความคิดกับเพื่อนร่วมชั้น ถึงแม้ว่าบางครั้ง จะเป็นการยากและท้าทาย แต่ไม่ควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ในทางตรงกันข้าม ควรยอมรับว่าความขัดแย้งเป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างลักษณะของโรงเรียนในระดับนี้ เช่น มี นโยบายเน้นย้ําความเป็นพหุวัฒนธรรม เชื่อในความสามารถของนักเรียนทุกคน หลักสูตรและวิธีการเรียนการ สอนสะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรม ตั้งคําถามกับสิ่งที่เรียนหรือเนื้อหาวิชาที่เรียนว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชนใด ถูกทําให้หายไปหรือทําไมความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มต่าง ๆ ไม่ปรากฏในแบบเรียน เป็นต้น จากความรู้ ที่ได้ฟังจากทีมวิทยากร สามารถจัดระดับความเป็นพหุวัฒนธรรมของสถานศึกษาได้ว่า โรงเรียนอนุบาลเทศบาล ตําบลเจดีย์แม่ครัวมีลักษณะความเป็นพหุวัฒนธรรมอยู่ในระดับเคารพ (Respect) จะเห็นได้จากบุคลากรของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวนั้น มีการชื่นชมและภูมิใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของ นักเรียน มองความหลากหลายในทางบวกและสามารถนําความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาใช้ประโยชน์ใน การจัดการเรียนสอน ไม่ได้มองว่าความหลากหลายนั้นเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด จากการฟังการบรรยายจาก คณะครูทุกท่าน สัมผัสได้ถึงการชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักเรียน โดยในแต่ละวันทางโรงเรียน จะกําหนดให้แต่ละวันว่าเป็นวันแห่งวัฒนธรรมของนักเรียนเวียนกันไป ได้แก่ วันจันทร์เป็นวันสําหรับวัฒนธรรม คนเมือง วันอังคารเป็นวันสําหรับวัฒนธรรมคนไทใหญ่ วันพุธเป็นวันสําหรับวัฒนธรรมคนม้ง วันพฤหัสบดีและ วันศุกร์จะเป็นวันที่บูรณาการทั้งสามวัฒนธรรม แต่ในวันศุกร์จะมีความพิเศษคือ จะให้นักเรียนแต่ละวัฒนธรรม แต่งกายด้วยชุดตามชาติพันธุ์ของตนเอง ซึ่งสื่อให้เห็นว่าโรงเรียนแห่งนี้เห็นความสําคัญและสร้างพื้นที่ให้กับทุกวัฒนธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีวัฒนธรรมใดด้อยกว่าวัฒนธรรมหนึ่ง อีกทั้งสร้างความภูมิใจ ไม่เคอะเขินต่อ วัฒนธรรมของตนเองในนักเรียน นอกจากนี้ยังสัมผัสได้ถึงความภูมิใจของคณะครูในการจัดการเรียนการสอนแบบพหุวัฒนธรรม ได้รู้ถึงความทุ่มเทของครูในการจัดทําสื่อการเรียนการสอนที่ใช้ใน 6 กิจกรรมหลักสําหรับ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย และการนําวัฒนธรรมของนักเรียนทั้งสามวัฒนธรรมมาสร้างประโยชน์ด้วยการ สอดแทรกในสื่อการสอน ทั้งการหาของเล่นที่ไม่สามารถประดิษฐ์เองได้อย่าง ฟอร์มูล่าม้ง หรือรถล้อเลื่อนไม้ ของเล่นในวัฒนธรรมม้ง ที่คุณครูท่านหนึ่งเล่าว่าต้องเดินทางไปขอซื้อถึงชุมชนชาวม้งบนดอย ซึ่งในตอนแรก พวกเขาจะไม่ขาย แต่คณะครูได้อธิบายว่าจะนําไปเป็นสื่อการสอนจึงได้มาในที่สุด หรืออย่างในกิจกรรมเกม การศึกษา สื่อที่ใช้นั้นคณะครูประดิษฐ์เองทั้งหมด โดยได้ความร่วมมือจากผู้ปกครองในการผลิตสื่อ เช่น ในการ ผลิตสื่อเกมเกี่ยวกับกันแต่งกายของแต่ละวัฒนธรรม ผู้ปกครองได้แต่งองค์ทรงเครื่องในชุดประจําวัฒนธรรมตน ให้กับบุตรหลานของตน เพื่อให้ครูได้ถ่ายรูปและนําไปผลิตสื่อ เป็นต้น และแน่นอนว่าบรรยากาศในการเรียน การสอนของโรงเรียนมีความเป็นพหุวัฒนธรรม นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างจากตน ทั้งภาษา ของเล่น อาหาร และการแต่งกาย อย่างไรก็ตามเหตุที่โรงเรียนนี้อาจจะไปไม่ถึงระดับยืนยัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิพากษ์วิจารณ์ ก็เพราะว่าด้วยระดับชั้นของนักเรียนที่ยังอยู่ในขั้นปฐมวัย ทําให้มีข้อจํากัดในความคิด มุมมอง ต่าง ๆ ทําให้ครูไม่อาจจัดการเรียนการสอนแบบวิพากษ์ที่เน้นให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนและถกเถียงความ คิดเห็นกัน แต่กระนั้นคณะครูโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวก็สามารถสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็ก ได้เติบโตทั้งทางกาย อารมณ์ สติปัญญา และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายได้เป็นอย่างดี

          อธิบายประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาพหุวัฒนธรรมที่วิทยากรได้พูดถึงและได้แลกเปลี่ยนแต่ไม่ได้ปรากฏในแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto

          การจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม ตามแนวคิดของ Cortes (อ้างใน เกสรี ลัดเลีย, ดุษฎี มัชฌิมาภิโร, อีสมาแอล เจ๊ะนิ) โดย Cortes มองว่า โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้ขยายขอบเขตของความ หลากหลายทางวัฒนธรรมจากสิ่งที่ใกล้ตัวออกไปสู่สิ่งที่ไกลตัว ซึ่งประเด็นนี้ครูแม่แดงได้เล่าไว้ในช่วงต้นของการ บรรยายว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนนั้น จะต้องเน้นไปที่สิ่งที่ใกล้ตัวเด็ก สิ่งที่เด็กรู้จักและคุ้นเคยในสังคมที่ เขาอยู่ ไม่ใช่สอนในสิ่งที่เด็กไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็น โดยครูแม่แดงได้ยกตัวอย่างเรื่องฟักข้าว ซึ่งเป็นพืชที่โดดเด่น ในชุมชน เมื่อยกตัวอย่างเรื่องฟักข้าวให้เด็กฟัง เด็กก็จะรู้จักและเข้าใจว่ากําลังพูดถึงอะไร แต่หากครูพูดถึงวัด พระแก้ว เด็กจะไม่รู้จักเพราะยังไม่เคยเห็นเนื่องจากอยู่ไกลจากพื้นที่ที่เขาอยู่ เป็นต้น การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมจึงต้องเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วไปสู่การสอนสิ่งที่ไกลตัวเด็กมากขึ้น เพราะเด็กจะเริ่มเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่คุ้นเคย เฉกเช่นเดียวกับการที่เด็กโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่อยู่ ในชุมชนของตนเองและในอนาคตเด็กก็จะสามารถขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น ๆ อย่างเข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกับผู้คนจากต่างวัฒนธรรมได้อย่างสันติสุข

          สะท้อนคิดจากวิทยากรซึ่งเป็นคณะครูที่มาบรรยายโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในบริบทการศึกษาไทย: กรณีศึกษาโรงเรียนเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กระบวนวิชา 100310  การศึกษาพหุวัฒนธรรม

          โดย นางสาวอัจฉรีย์ อินเทพ นักศึกษาชั้นปีที่ 3  กระบวนวิชา 100310 การศึกษาพหุวัฒนธรรม