สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

สะท้อนคิดและวิพากษ์การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัว

11

ที่มา : http://multied.sri.cmu.ac.th/การเขียนแผนจัดประสบการ-2/

          การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย โดยเน้นการศึกษาทางด้านพหุวัฒนธรรมโดยมีวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก ได้แก่ วัฒนธรรมของทางภาคกลาง วัฒนธรรมพื้นเมือง วัฒนธรรมของไทใหญ่ และวัฒนธรรมม้ง จากที่ได้ฟังการบรรยายทางวิทยากรก็ได้บอกว่าการ ที่เราจะจัดการเรียนการสอนที่เป็นพหุวัฒนธรรมปัญหาส่วนใหญ่ที่เป็นหลักสําคัญเลยก็คือปัญหาที่มาจากตัวของผู้สอนเอง ซึ่งตัวของครูจะเห็นได้ว่าบางคนก็ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมในบางวัฒนธรรม โดยที่ทางวิทยากรบอกก็คือว่า คําศัพท์บางคําทางตัวครูเองก็ยังต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครองบ้างเพราะต้องเอา มาสอนเด็กแต่ตัวครูไม่มีความรู้ในด้านนั้น ทําให้บางครั้งเกิดสอนคําศัพท์ที่ผิดขึ้นมา ก็เลยต้องขอความร่วมมือจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวของเด็กนักเรียนเอง หรือผู้ปกครองของเด็กนักเรียนนั้นด้วย และนอกจากคําศัพท์ที่ทางตัวครูขาดแล้ว ในเรื่องของการแต่งกายซึ่งทางโรงเรียนได้มีการจัดทุกวันศุกร์ให้นักเรียนแต่งกายชุดพื้นบ้านของแต่ละวัฒนธรรมของตัวเอง ในเมื่อก่อนครูมีชุดให้และใส่แต่งตัวให้เด็กเอง แต่วันหนึ่งมีผู้ปกครองมาบอกครูว่าครูแต่งตัวผิด บางชิ้นใส่ที่คอครูก็เอามาใส่ให้เด็กที่เอว จากการที่ครูไม่ได้รู้ทุกวัฒนธรรมเป็นอย่างดีเท่าที่ควรจึงต้อง เกิดการแก้ไข โดยทางโรงเรียนไม่มีการแต่งตัวให้นักเรียนอีกแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นว่าทุกวันศุกร์ให้นักเรียนทุกคนแต่งชุดประจําพื้นที่ของตนเองมา โดยขอความกรุณาให้ผู้ปกครองเป็นคนแต่งตัวให้จากที่บ้านมาเองเลย จะเห็นได้ว่าปัญหาที่ทางวิทยากรได้บอกส่วนมากการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ปัญหาหลักที่ใหญ่มากก็คือ ทักษะความรู้ความสามารถของตัวครูเองในเรื่องของพหุวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นเอง แต่ทางโรงเรียนได้มีการจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ โดยการจัดการเรียนการสอนที่ให้เด็กได้ออกไปปฏิบัติมากกว่าการนั่งเรียนในห้องธรรมดา ซึ่งทางวิทยากรก็ได้มีฐานต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสําหรับการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานที่ 1 เป็นฐานกิจกรรม กลางแจ้ง เป็นฐานที่ดูแล้วเหมือนให้เด็กได้ทํากิจกรรมการละเล่นของวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมายที่นิยมเล่นกัน ในแต่ละวัฒนธรรมมีการแนะนําชื่อ บอกวิธีการเล่น และให้เด็ก ๆ ได้มาลองเล่นกัน เด็กที่เป็นวัฒนธรรมนั้นก็จะมีความชํานาญในของเล่นชิ้นนั้นก็เอาไปสอนเพื่อนเล่นบ้างสลับกันไป มีของเล่นให้เด็กเลือกเล่นมากมายตามความ สนใจ ครูก็ช่วยควบคุมดูแลอยู่ตลอด และตัวของครูเองก็มีความใจดีและดูบุคลิกของครูในฐานนี้มีความตลก เหมาะกับกิจกรรมในฐานนี้มาก ซึ่งจะทําให้เด็กทุกคนไม่เครียดสนุกสนานได้ ฐานที่ 2 คือฐานการเสริมสร้างประสบการณ์ เป็นฐานที่สอนเกี่ยวกับวิชาการงานอาชีพ คือได้เอาอาหารของแต่ละวัฒนธรรมมาให้เด็กได้ลองรับประทาน ครูก็อธิบายชื่ออาหารและส่วนประกอบอาหารแต่ละวัฒนธรรมก็มีรสชาติอาหารที่แตกต่างกันมากอย่างชัดเจน และในฐานนี้มีการนําเอานิทานมาเล่าให้เด็กฟังด้วยนิทานที่เล่ามีภาพประกอบและเป็นนิทานเกี่ยวกับการทําอาหารว่า ขั้นตอนการทําอาหารมีอะไรบ้าง ทําอย่างไรใส่สิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วรสชาติเป็นอย่างไร สีจะเป็นสีอะไร ครูก็คอยถามเด็กตลอดเพื่อที่จะให้เด็กติดตามสนใจในกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเด็กในวัยนี้คิดว่าน่าจะสนใจการเล่านิทานที่เป็นภาพมากกว่าจะทําให้เด็กมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้อีกด้วย ฐานที่ 3 เป็นฐานเกมการต่อภาพประจําประเพณีท้องถิ่น และการจับคู่ตามคํา การนับเลขของแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งฐานนี้เป็นฐานที่มีความหลากหลายมาก ในกิจกรรมที่ให้เด็กได้ลงมือทํา มีการเอาภาพมาต่อกันทําเป็นจิ๊กซอ หรือการจับคู่คําศัพท์ของแต่ละพื้นที่กับคํา ภาษากลาง ตรงในส่วนวิทยากรได้บอกว่าบางคําเราก็ไม่รู้ว่าในพื้นที่นั้นใช้คําว่าอะไร ตัวของครูเองก็จึงได้ไปถาม ผู้ปกครองของแต่ละพื้นที่ว่า คําว่า ครูในวัฒนธรรมนี้ใช้คําว่าอะไร จนได้คําศัพท์ที่เพียงพอกับการเรียนรู้ของตัว นักเรียนที่มีความหลายนั้นเอง และมีกิจกรรมนับตัวเลขตามจํานวนภาพ ซึ่งรูปภาพนํามาเป็นบัตรคําซึ่งมีความน่าสนใจมาก เด็กในวัยนี้น่าจะชอบคิดว่าเป็นอีกฐานที่ทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้ ฐานที่ 4 คือฐานเสรี ซึ่งกิจกรรมในฐานนี้เป็นกิจกรรมที่เสรีตามอิสระของเด็กมีทั้งการแต่งตัวของแต่ละวัฒนธรรม หรือการเล่นเครื่องดนตรี ของแต่ละวัฒนธรรมด้วย ครูก็ทําป้ายสีไว้ในที่ต่างในห้องและสอนว่า สีเขียวหมายถึงเล่นได้ สีแดงหมายถึงเล่นไม่ได้ และหลังจากที่ทุกคนเล่นเสร็จแล้วก็ให้ทุกคนเก็บของเล่นทุกชิ้นเอาไว้ที่เดิม และสอนให้เด็กทุกคนว่าต้องรู้จัก แบ่งปันกันด้วยในการเล่นของเล่นแต่ละชิ้น ถือว่าฐานนี้มีการกําหนดกติกาการอยู่ร่วมกันเพิ่มเข้ามาแต่การใช้ สัญลักษณ์ในการสื่อความหมายถือว่าเข้าใจง่ายและน่าสนใจดีตรงต่อพัฒนาการของเด็ก ฐานที่ 5 ฐานสร้างสรรค์ คือฐานที่ได้นําเอาวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่มาแปลรูปให้เป็นกิจกรรมในการสร้างสรรค์ผลงาน เช่น มีการระบายสีภาพ มีการนําเชือกมาทางกาวติดกระดาษตามคําให้ต่อกันเป็นเส้นแทนการเขียนในกระดาษให้เป็นคําศัพท์นั้น ๆ มีการเอาไม้จิ้มฟันมาทากาวต่อกันบนกระดาษสร้างเป็นบ้าน และมีการปั้นดินน้ํามันด้วย และครูก็ได้สอนว่า วัฒนธรรมแต่ละที่ใช้อะไรนิยมทําอะไร เช่นการสร้างบ้านจากไม้ หรือการปั้นดินเผาของแต่ละวัฒนธรรมด้วย เป็นกิจกรรมที่เด็กสร้างเสร็จก็สามารถเอาผลงานชิ้นนั้นของตนเองกลับไปได้ด้วยซึ่งเป็นฐานเดียวที่มีโอกาสให้เด็กได้ลงมือสร้างผลงานและนําติดตัวกลับบ้านไปฝากพ่อแม่ได้ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจตัวของหนูเองส่วนตัวแล้วชอบ กิจกรรมในฐานนี้ที่สุดเลย และฐานสุดท้าย คือฐานการเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นฐานที่มีชุดและอุปกรของแต่ละวัฒนธรรมให้เด็กได้เลือกใช้ได้ตามสบายและมาทําการเต้นรําเข้าจังหวะดนตรีของเพลงแต่ละวัฒนธรรมด้วย มีชุดนกกิ่งกะหร่า ที่ใส่แล้วสวยมาก ๆ มีตะกร้าสะพายหลังที่เก็บซาเก็บดอกไม้ มีมดดาบของคนเมือง มีฉิ่งมีกลองนํามาเข้าจังหวะดนตรีโดยมีครูเป็นผู้นําเต้น กิจกรรมออกกําลังกายที่เน้นให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยในเรื่องของการกล้าแสดงออกและสุภาพของเด็กด้วย ซึ่งเด็กในวัยนี้มีความซนอยู่แล้วการที่ได้ทําให้เด็กเสียเหงื่อจะช่วยคลายความเครียดของเด็กได้ดีด้วย ส่งเสริมการเรียนของเด็กและครูก็บอกว่าเด็กเต้นจนเหนื่อยตอนพักที่เป็นเวลานอนกลางวันของเด็ก เด็กทุกคนก็พากันหลับหมดสงบกันดีมาก ครูเลยบอกว่ากิจกรรมนี้เหมาะกับเด็กในวัยนี้มาก และยังสมารถช่วยในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จะเห็นได้ว่ากิจกรรมทั้งหมดที่ได้สร้าง ขึ้นในโรงเรียนนี้ทุกกิจกรรมจะสอดแทรกการเรียนรู้ในเรื่องพหุวัฒนธรรมของเด็กอยู่แล้วประกอบกับการเรียนการเล่นปกติ เป็นหลักสูตรที่สอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้เองอย่างไม่ถูกการบังคับให้เรียนในเรื่องพหุวัฒนธรรม ถือว่าประสบความสําเร็จมาก เด็กทุกคนก็เรียนร่วมกันได้อย่างมีความสุขชอบในเรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไม่ถือว่า มันผิดแปลกแตกต่างกับตนเอง เด็กเกิดความสนใจที่เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี และอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นทํากิจกรรม ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ถือว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ประสบความสําเร็จในเรื่องพหุวัฒนธรรมได้จริง  

          วิเคราะห์และวิพากษ์เกี่ยวกับความรู้หรือเนื้อหาที่ได้จากการบรรยายว่าสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto หรือไม่อย่างไร

          การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว มีความสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Banks ดังนี้ นโยบายและการเมือง (Policy and Politics) ทางโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวได้มีนโยบายในการจัดการเรียนการสอนของเรียนให้เป็นการเรียนร่วมวัฒนธรรมแบบพหุวัฒนธรรม โดยมีการเรียนการสอนหลากหลายวัฒนธรรม ได้แก่ วัฒนธรรมไทใหญ่ วัฒนธรรมม้ง วัฒนธรรมคนพื้นเมือง และวัฒนธรรมคนภาคกลาง

          หลักสูตรแฝง (Hidden curriculum) เราจะเห็นได้ว่าทางโรงเรียนมีการเรียนการสอนที่สอดแทรกวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมอยู่ทุกช่วงของกิจกรรมการเรียนการสอนเลย ทั้งการกินอาหาร การออกกําลังกายเข้าจังหวะ การแต่งตัวในทุกวันศุกร์ โดยที่สอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้และคุ้นชินกับวัฒนธรรมที่หลากหลายนั้นเอง

          ลีลาการเรียนรู้ (Learning styles) สําหรับลีลาของการเรียนทางโรงเรียนได้นําลักษณะการพัฒนาการของเด็กในวัยนี้มาปรับใช้ให้เข้ากับกิจกรรมการเรียนของทางหลักสูตรและเป้าหมายของทางโรงเรียน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เด็กในวัยนี้ไม่สามารถที่จะเรียนหนังสือโดยใช้การจดจ่อในห้องเรียนเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ ทางโรงเรียนจึงปรับให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติออกไปทํากิจกรรมต่าง ๆ แทน เด็กในวัยนี้มีความสนใจในกิจกรรมในรูปภาพ และพละกําลังเยอะ ซุกซน ทั้งหมดทั้งมวลจึงทําให้ทางโรงเรียนเกิดการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ขึ้น โดยให้มีการละเล่นของแต่ละวัฒนธรรมและเด็กสามรถเล่นได้พร้อมกับเรียนรู้ไปด้วย มีกิจกรรมเล่านิทานการทําอาหารแต่ละวัฒนธรรม มีการแต่งตัวสวย ๆ ตามแต่ละวัฒนธรรม มีการเล่นเครื่องดนตรีมากมายแล้วแต่ที่เด็กแต่ละคนจะสนใจ จากทั้งหมดจะเห็น ได้ว่าทางโรงเรียนมีการปรับลีลาการเรียนรู้ที่เหมาะกับพหุวัฒนธรรมมาก

          ภาษาและการสื่อสารในโรงเรียน (Languages and dialects of the school) ภาษาและการสื่อสารที่ทางโรงเรีนใช้กันมีความหลากหลายมาก แต่ก็ยังยึดถือเอาภาษากลางเป็นภาษาที่ใช้สอนใช้สื่อสารอยู่ แต่มีการที่บางครั้งสวัสดีครูหรือรับไหว้เด็กก็ใช้ภาษาของแต่ละวัฒนธรรม การจัดการเรียนการสอน เช่น การสอนคําศัพท์ในชีวิตประจําวัน ก็สอนคําภาษาของแต่ละวัฒนธรรมและแปลความเป็นภาษากลางให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันนั้นเอง โดยภาษาที่ใช้ในการสอนก็มีหลากหลาย ได้แก่ ภาษาพื้นเมือง ภาษาม้ง ภาษาไทใหญ่ บางครั้งครูก็ใช้ภาษาวัฒนธรรมนั้น ๆ กับการพูดคุยบางคํากับเด็กนักเรียนอีกด้วย เท่าที่ศักยภาพของครูแต่ละคนจะ สามารถทําได้ บางครั้งก็ให้นักเรียนสอนครูในคําศัพท์ประจําวัฒนธรรมของเด็กด้วย ถือว่าเป็นการใช้ในการสื่อสาร กันระหว่างครูกับนักเรียน และตัวนักเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นอีกด้วย

          การมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการศึกษาในโรงเรียน (Community participation and input) ในส่วนของการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการศึกษาในโรงเรียน จะเห็นได้ว่าทางโรงเรียนมีการไปสอบถามผู้ปกครองในเรื่องของคําศัพท์บางคําที่ไม่รู้และผู้ปกครองก็ช่วยบอกให้ เพื่อที่จะสามารถมาสอนเด็ก ๆ ในโรงเรียนให้เรียนรู้คําศัพท์ของแต่ละวัฒนธรรมได้อย่างถูกต้องได้ จะเห็นได้ว่าตรงส่วนนี้ทางโรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจาก ทางชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะครูก็ไม่สามารถจะไปหาแหล่งเรียนรู้ได้จากที่ไหนที่จะดีและถูกต้องเท่ากับคนใน ชุมชนของแต่ละวัฒนธรรมได้อีกแล้ว ผู้ปกครองก็สมัครใจช่วยเต็มที่ ครูก็นํามาใช้ในการเรียนการสอนได้

          สื่อการสอน (Instruction materials) สื่อการสอนของทางโรงเรียนมีความหลากหลาย แต่ทั้งหมดล้วนเป็นของจริงวัสดุจริงของแต่ละวัฒนธรรม เช่น การละเล่นก็ได้นําเอาของเล่นที่แต่ละวัฒนธรรมใช้เล่นกันมาให้เด็กนักเรียนได้ลองเล่นกันแบบจริง ๆ ไม่ใช้การสอนในรูปในตัวหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการที่ได้สัมผัสได้เล่นของสิ่งนั้นจริง ๆ และกิจกรรมที่เป็นอาหารก็ได้กิน อาหารรสชาตินั้นของแต่วัฒนธรรมนั้นจริง ๆ มีการได้แต่งชุดได้เล่นดนตรีของแต่ละวัฒนธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนในหนังสือที่มีขนาดเท่า A4 เท่านั้น มีคําพูดหนึ่งของวิทยากรท่านหนึ่งที่เคยได้ยินมา ท่านพูดว่า “เราจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกอันกว้างใหญ่นี้ให้เด็กผ่านแค่กระดาษที่มีความกว้างเท่ากระดาษ A4 แค่นั้นได้ทั้งหมดจริงหรือ ?” ซึ่งประโยคนี้ดีมากเลย และคิดว่าการที่เราสอนแค่ในกระดาษเท่านั้นไม่ได้ทําให้เรารู้ทุกอย่างบนโลก แต่การที่เราออกไปสัมผัสโลกจริง ๆ จะทําให้เรารับรู้และเกิดการเรียนรู้ผ่านทุกส่วนของประสาทรับรู้และจะส่งผลให้เราเกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุดได้นั้นเอง ซึ่งทางโรงเรียนแห่งนี้ก็ได้ทําการสอนโดยใช้สื่อการสอนที่เป็นของจริงมาให้เด็กนักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัสทุกช่องทางของตัวเด็กนั้นได้เอง และเกิดผลการเรียนรู้ตามที่คาดหวังได้จริง

          หลักสูตรและสาระวิชา (Formalized curriculum and course of study) ทางโรงเรียนก็ได้สร้างหลักสูตรเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ตามฐานต่าง ๆ นั้นเอง ซึ่งแต่ละฐานก็เน้นให้นักเรียนทุกคนเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับความสนุกสนานในโรงเรียนที่ทางโรงเรียนจัดทําขึ้นตามหลักสูตรและสาระของแต่ละรายวิชาที่บูรณาการกับการเรียนการสอนในเรื่องของพหุวัฒนธรรมไปด้วยบุคลากรในโรงเรียน ทั้งด้านเจตคติ การรับรู้ ความเชื่อ และการกระทํา (School staff’s attitudes, perceptions, beliefs, and actions)

          อธิบายประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาพหุวัฒนธรรมที่วิทยากรได้พูดถึงและได้แลกเปลี่ยนแต่ไม่ได้ปรากฏในแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ James Bank และ/หรือของ Sonia Nieto

          โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตําบลเจดีย์แม่ครัวมีแนวคิดที่ยึดถือกันต่อมาว่า “ครูมีความสุขะเด็กมีความสุข” นั้นก็คือทางโรงเรียนจะเน้นให้ทุกคนมีความสุขในการเรียนการสอนการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในโรงเรียน ซึ่งมีการพัฒนาตัวครูให้มีเจตคติที่ดีต่อเด็ก มีความรักต่อเด็ก มีจิตใจที่อยากจะสออย่างเต็มใจ และมีการเพียรพยายาม พัฒนาทักษะของตนเองจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เพื่อมาสอนเด็ก มีการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ดี และถ้าครูสอนอย่างมีความสุข เด็กทุกคนก็จะมีความสุข และได้รับความสุขจากการเรียนการสอนในโรงเรียนแห่งนี้           

          การที่เราอยู่ร่วมกันในสังคมได้นั้นเราทุกคนก็ต้องอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกันและมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันถึงจะเป็นสิ่งที่ทําให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและยาวนานที่สุด การที่เราอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันว่า แต่ละวัฒนธรรมนั้น มีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป มีเอกลักษณ์มากมาย ความเชื่อต่าง ๆ ที่หลากหลาย การที่เรามาอยู่ร่วมกันนั้น เราก็ควรที่จะรู้และเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างนั้นให้ดูสวยงาม และมอบความรักให้กันและกัน เมื่อทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจก็จะเกิดความสุขขึ้นมา ความสุขจะทําให้เรามีความอยากเรียน อยากสอนมากยิ่งขึ้น อยากอยู่ด้วยกันมากยิ่งขึ้น อยากจะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือกันและกัน และทางวิทยากรก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการเข้าใจและการทําทุกอย่างด้วยความสุขส่งผลให้เด็กทุกคนมีความสุขกับการที่ได้มาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ และเมื่อเด็กมีความสุขผู้ปกครองก็มีความสุข สังคมมีความสุข ทุกคนก็มีความสุขนั้นเอง

          ดังนั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิทยากรในครั้งนี้เลยก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนสิ่งที่แตกต่างให้กลายเป็นที่สิ่งเรายอมรับว่ามันไม่ได้แตกต่าง เป็นเพียงแค่ความสวยงามของวัฒนธรรม และเมื่อเราเข้าใจก็จงสร้างความสุขให้เกิด ขึ้นกับตัวเองก่อนและค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกไปส่งตัวของเด็กนักเรียนและกระจายเข้าสู่ความสุขในสังคม

          สะท้อนคิดจากวิทยากรซึ่งเป็นคณะครูที่มาบรรยายโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในบริบทการศึกษาไทย: กรณีศึกษาโรงเรียนเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กระบวนวิชา 100310 การศึกษาพหุวัฒนธรรม

          โดย นางสาวศศิธร กรสมบัติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กระบวนวิชา 100310 การศึกษาพหุวัฒนธรรม