วัฒนธรรมการลดคุณค่าและความรุนแรงทางเพศในวงการแร็ปเปอร์ในประเทศไทย

วัฒนธรรมการลดคุณค่าและความรุนแรงทางเพศในวงการแร็ปเปอร์ในประเทศไทย
(สรุปจากการนำเสนอในงานประชุมวิชาการ
7th UNIVERSITY OF MALAYA DISCOURSE AND SOCIETY INTERNATIONAL CONFERENCE ประเทศมาเลเซีย)

Rap is now

                ปัจจุบันวงการแร็ปเปอร์ในประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากในอดีตกลุ่มแร็ปเปอร์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความนิยมและเป็นเพียงกลุ่มคนใต้ดิน ที่ใช้พื้นที่เฉพาะกลุ่มในการแสดงออกความชอบเพลง Hip Hop จึงเกิดเป็นรายการ “Rap is now” ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบในเพลง Hip Hop จึงเริ่มจัดงานรวมตัวขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกกลุ่มตัวเองว่าชุมชน “Rap is now” เริ่มก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2009 นับจนถึงปัจจุบันยาวนานกว่า 10 ปี กับวงการแร็ปเปอร์ในประเทศไทย

                สิ่งที่สำคัญในวงการแร็ปเปอร์ทั่วโลกคือการแข่งขันการ “Diss Battle” ความหมายในการ Diss Battle คือการที่แร็ปเปอร์แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง และเริ่มใช้การร้องแร็ปฯ ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามจังหวะเพลง Hip Hop แต่การ Diss Battle ในประเทศไทยนั้นเน้นการใช้ถ้อยคำที่แสดงออกถึงการลดคุณค่าความเป็นคน เช่น การใช้อวัยวะเพศทั้งชายและหญิงมาเป็นเนื้อเพลง การใช้พ่อแม่มาเป็นเรื่องราวในการลดคุณค่า ร่วมไปถึงการร่วมเพศด้วยคำพูดต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

                ผลการศึกษา: คลิปหนึ่งที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากที่สุดที่มาจากรายการ Rap is now ที่มีประเด็นการพูดเรื่องการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ และความรุนแรงทางเพศมากที่สุดคือ

คลิปของแร็ปเปอร์ที่ชื่อ M FORAY และ PEE CLOCK
ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=Sfv9zB4jUAY

                ในคลิปดังกล่าวเป็นการ Diss Battle ระหว่างแร็ปเปอร์หญิงและแร็ปเปอร์ชาย โดยเนื้อหาในคลิปเต็มไปด้วยการลดคุณค่าคู่แข่งขัน และการล่วงละเมิดทางเพศแร็ปเปอร์ผู้หญิง ด้วยถ้อยคำหรือเนื้อร้องที่เต็มไปด้วยประเด็นทางเพศที่มีความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น “พ่อแม่มึงรู้หรือยังว่ามึงหาตังจาก_วย ที่มึงใช้ (x+สระอี) เปลืองเพราะคงหาตังอยากรวย” จะเห็นได้ว่าเนื้อหาดังกล่าวเต็มไปด้วยการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเพศหญิงตามวิธีการคิดแบบชายเป็นใหญ่ในชุมชนแร็ปเปอร์ในประเทศไทย

                หากเรื่องนี้จะมองในมุมของสิทธิสตรีตามแนวคิด สตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ (Marxist Feminism)” (วารุณี ภูริสินสิทธิ์, 2545) แนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งมองว่าสตรีถูกมองเพียงด้านที่อยู่ในความสัมพันธ์ของทุนนิยมมากกว่าที่จะถูกพิจารณาว่าอยู่ในทั้งความสัมพันธ์ของระบบทุนนิยม นำมาใช้อธิบายสถานะของสตรี คือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ซึ่งให้ความสนใจวิเคราะห์เกี่ยวกับงานที่สตรีทำเป็นหลัก ทั้งที่เป็นงานบ้านและงานอาชีพ เพราะมองว่าเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดที่สำคัญต่อสภาพความเป็นรองของสตรีที่เป็นอยู่ และในเนื้อเพลงดังกล่าวที่ผู้แต่งเป็นผู้ชายที่ต้องการจะบอกกล่าวว่าเพศหญิงมีความต้องการทางเพศจากเพศชาย รวมถึงการมองอวัยวะเพศของผู้หญิงเปรียบเสมือนสินค้ากดขี่ความเป็นหญิงด้วยการมองว่าผู้หญิงเห็นเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต

                “กูยอมเXดกับมึงก็ได้ถ้ามึงคลานมากราบ_วย” เนื้อเพลงดังกล่าวแสดงออกถึงเรื่องของเพศสัมพันธ์ และการแสดงออกเรื่องความต้องการทางเพศของผู้หญิง ทำให้เพศหญิงถูกประกอบสร้างความต้องการทางเพศผ่านผู้ชายไม่ต่างจากแนวคิดดั้งเดิมที่อยู่ในวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ เป็นแนวคิดที่มองว่าการกดขี่สตรีที่เกิดขึ้นมาจากการที่วิถีของเพศวิถี (Sexuality) เชื่อว่ารากแก้วของปัญหาอยู่ที่การประกอบสร้างขึ้นภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) เนื่องจากระบบชายเป็นใหญ่ได้เข้ามาครอบงำสังคมในทุกๆ ด้าน นักคิดแนวนี้จึงเรียกร้องให้โค่นล้มระบบการปกครองดังกล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่สะสมอำนาจของพ่อ (ผู้ชาย) แต่ในเนื้อเพลงดังกล่าวยังคงยึดแนวคิดชายเป็นใหญ่ในการเขียนเพลงเพื่อลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้แก่เพศหญิง (วารุณี ภูริสินสิทธิ์, 2545)

                การประกอบสร้างความรุนแรงทางเพศผ่านเนื้อเพลงในรายการ Rap is now กำลังเปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นมายาคติตามแนวคิดของ Roland Barthes จัดว่ามายาคติอยู่ในแนวทางของสัญวิทยาเชิงโครงสร้าง (structural semiology) ตัวมายาคติทำงานด้วยการเข้าไปครอบงำความหมายเบื้องต้นของสรรพสิ่ง โดยวัสดุที่สร้างวาทะแห่งมายาคติได้แก่ ภาษา ภาพถ่าย ภาพวาด โปสเตอร์ พิธีกรรม เป็นต้น หากจะกล่าวตามที่ Barthes ได้กล่าวว่ามายาคติถูกสร้างได้ผ่านภาษาและพิธีกรรม ดังนั้น เนื้อเพลงและพิธีกรรม Diss Battle ได้ทำการประกอบสร้างมายาคติชายเป็นใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกมากนัก (วรรณพิมล อังคศิริสรรพ, 2558)

                มายาคติถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา พิธีกรรม และถูกทำให้กลายเป็นธรรมชาติ ผู้ที่ฟัง มีส่วนร่วมและติดตามรายการ Rap is now ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังดูอยู่นั้นกำลังสร้างมายาคติบางอย่างให้กับตนเอง เพราะมายาคตินั้นถูกทำให้กลายเป็นธรรมชาติ และผู้ที่เพลงเหล่านั้นเหล่านั้นก็เชื่อว่าเนื้อเพลงเหล่านั้นคือความจริงแท้ในธรรมชาติ ผู้หญิงในเนื้อเพลงนั้นจะเป็นไปตามแบบเนื้อหานั้นเช่นเดียวกัน ผู้ติดตามไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเจตนา แต่กลับเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคือเหตุผล

                การทำงานคู่กันระหว่างความรุนแรงทางตรงและมายาคตินี้ กำลังประกอบสร้างวัฒนธรรมชุดใหม่ให้กับแนวคิดและความเชื่อของผู้คนในโลกออนไลน์ให้กับผู้หญิงในโลกจริง เมื่อรายการ Rap is now กำลังประกอบสร้างความเป็นหญิงในรูปแบบใหม่ผ่านเนื้อเพลงและพิธีกรรม ที่กล่าวว่าผู้หญิงนั้นมีความต้องการทางเพศ มีความต้องการเงิน สิ่งเหล่านี้ที่ผู้แต่งเพลงพยายามสร้างอยู่เรื่อย ๆ นั้น เป็นการประกอบสร้างมายาคติเรื่องความรุนแรงทางเพศและการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเป็นการกดขี่ผู้หญิงให้เปรียบเสมือนวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชาย และใช้เรือนร่างผู้หญิงในการสร้างความต้องการทางเพศของตนเองลงไปในเนื้อเพลงเหล่านั้น ซึ่งแร็ปเปอร์เองไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริงเพราะสิ่งเหล่านั้นขัดกับความเป็นจริงในสังคม

                “รอบนี้มึงยังไม่สลดเดี๋ยวกูตามไปแขกคาบ้าน แล้วกูจะแตกบริเวณหน้าผากแล้วไหลมาแสบตาล่าง” ความหมายของเนื้อเพลงให้ความหมายของความรุนแรงในเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศ โดยใช้อำนาจทางเพศชายในการข่มขู่ด้วยคำว่า “แขก” ที่หมายถึงการล่วงละเมิดทางเพศมากกว่า 1 คน โดยความรุนแรงทางตรงนี้เมื่อประกอบสร้างเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างอาจทำให้ความหมายของการผลิตซ้ำความรู้ชุดเดิม โดยยังคงความหมายของการล่วงละเมิดทางเพศกระทำได้โดยอำนาจชายเป็นใหญ่ การประกอบสร้างมายาคติในเนื้อเพลงนี้ เห็นได้ชัดว่าแร็ปเปอร์ใส่มายาคติในเรื่องของอำนาจชายเป็นใหญ่ให้กับผู้หญิง ยังคงให้ความหมายว่าผู้หญิงจะยอมทำตามผู้ชายทุกอย่างหากถูกข่มขู่หรือใช้อำนาจและกำลังในการล่วงละเมิดทางเพศ แร็ปเปอร์กำลังสร้างและพยายามผลิตซ้ำความหมายชายเป็นใหญ่ผ่านเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ

                 สรุป : เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือแสดงให้เห็นว่าผู้ชมรายการ Rap is now ต่างมองว่าการ Diss Battle ด้วยวิธีการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และความรุนแรงทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และน่ายินดีที่ทำให้อีกฝ่ายดูไร้ค่า โดยเฉพาะผู้หญิง ยิ่งเนื้อเพลงแสดงออกถึงการล่วงมะเมิดทางเพศมากแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้คนดูชอบมากขึ้นไปอีก

                 วงการแร็ปเปอร์ในประเทศไทยกำลังประกอบสร้างวัฒนธรรมการลดคุณค่า และความรุนแรงทางเพศ ผ่านรูปแบบของชุดมายาคติด้วยภาษาหรือเนื้อเพลง และพิธีกรรม Diss Battle โดยสิ่งเหล่านี้อยู่บนมายาคติที่ถูกประกอบสร้างโดยชุมชน Rap is now ที่กำลังประกอบสร้างความรุนแรงทางเพศ และวัฒนธรรมการลดคุณค่า เป็นรูปแบบความรุนแรงทางตรงตามแนวคิดของ Galtung แล้วความรุนแรงทางตรงนี้ได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในที่สุด สังเกตได้จากกลุ่มแร็ปเปอร์ในประเทศไทยเองต่างให้การสนับสนุนและยอมรับความรุนแรงเหล่านี้ และมองว่าการที่แร็ปเปอร์จะได้รับการยอมรับได้นั้น ต้องผ่านพิธีกรรม Diss Battle นี้และต้องประกอบสร้างวัฒนธรรมการลดคุณค่าให้ได้เสียก่อนจึงจะได้รับการยอมรับในกลุ่มชุมชน Rap is now

                 สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของวงการแร็ปเปอร์คือความรุนแรงทางเพศ ในคลิปที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างมา มีการใช้ภาษาที่แสดงออกถึงเพศและการล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง และเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มแร็ปเปอร์ไม่ให้การยอมรับแร็ปเปอร์ที่เป็นผู้หญิงและยังแสดงออกถึงวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ความรุนแรงทางเพศรูปแบบนี้ถูกประกอบสร้างจนกลายเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มแร็ปเปอร์ในประเทศไทยที่จะลดคุณค่าความเป็นหญิง และเกิดขึ้นอย่างนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด

13

บทความสารคดีโดย นายดิฐพงศ์ ประเสริฐไพฑูรย์
ปัจจุบันเป็นนักวิชาการด้านสื่อ อาจารย์พิเศษ และนักศึกษาปริญญาเอก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 
ความเชี่ยวชาญ การสื่อสาร วัฒนธรรมร่วมสมัย สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เพศสภาวะ