ความ (พยายาม) เท่าเทียมที่ (ไม่) เท่าเทียม – ผู้เขียน: ว่าที่ร้อยตรีเบญจรงค์ ถิระผลิกะ

ความ (พยายาม) เท่าเทียมที่ (ไม่) เท่าเทียม โดย ว่าที่ร้อยตรีเบญจรงค์ ถิระผลิกะ

รูปภาพ1

ที่มา : https://www.prachachat.net/d-life/news-276539

          เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาเนื้อหาของ พ.ร.บ. คู่ชีวิต หรือที่มีชื่อเต็มว่า “ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ….”  ซึ่งในพระราชบัญญัติดังกล่าว มีการปรับแก้หลายประเด็นด้วยกัน รวมทั้งผู้เขียนมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเพื่อนำบทสัมภาษณ์ลงตีพิมพ์วารสารวันระพี 2562 ของคณะต่อไป ซึ่งมีประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนได้ศึกษาและคิดว่ามีความสำคัญมากพอกับการออกประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ นี้ คือ การที่ทำอย่างไรให้สังคมไทย “เข้าใจ” ในสิ่งที่กลุ่มเพศทางเลือก “ต้องการ”
          หากจะกล่าวถึงพระราชบัญญัตินั้นอาจจะมีหลากหลายประเด็นให้ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจนั้นสามารถตามหาข้อมูลได้ทั้งจากตัวพระราชบัญญัติ หรือแม้กระทั่งการค้นหาในสื่อสังคมออนไลน์ก็จะมีรายละเอียดปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในแต่ละประเด็นก็จะมีสำนักข่าว อาจารย์ผู้ทรงความรู้ ที่ได้ทำการวิพากษ์และให้ข้อมูลเชิงลึกเป็นจำนวนมาก ตามที่ผู้อ่านนั้นกระหายที่จะได้รู้ข้อเท็จจริงในมุมต่าง ๆ และสามารถนำมาวิเคราะห์และตีความถึงข้อดีข้อเสียของพระราชบัญญัติได้อย่างกว้างขวาง ประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความสนใจนั้น คือพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นไปตาม “ความต้องการ” ของผู้ใช้จริงหรือ? หรืออาจจะแค่เพียง “ให้มี” เพื่อตามกระแสโลกาภิวัฒน์เท่านั้น ซึ่งคล้ายกับคำพังเพยที่ว่า “คนซื้อไม่ได้ใช้และคนใช้ไม่ได้ซื้อ” หรือเปล่า? เพราะหากอ่านบทวิพากษ์ของผู้ทรงความรู้ทั้งหลายนั้นจะพบประเด็นหนึ่งคือ “ความแตกต่าง” และ “ความไม่เท่าเทียม” ตั้งแต่การใช้คำว่า “คู่ชีวิต” แทนการใช้คำว่า “คู่สมรส” ซึ่งในบางธุรกรรมนั้นไม่สามารถทำร่วมกันได้หรือแม้กระทั่งบางกิจกรรมที่ “กลุ่มเพศทางเลือก” กระทำการขึ้นนั้นกฎหมายก็ไม่รับรอง นั่นจึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนพยายามตั้งข้อสังเกต
          แต่บทความชิ้นนี้ผู้เขียนไม่ได้จะผลิตซ้ำคำถามหรือข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ผู้อ่านสามารถใช้วิจารณญาณในการหาคำตอบต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ประเด็นคือบทความชิ้นนี้พยายาม “ขุด” ไปยังกระบวนการก่อนที่จะเกิดพระราชบัญญัติฯ โดยการขุดนั้นไม่ได้ขุดจากฝั่งของนิติบัญญัติแต่เป็นการขุดย้อนกลับไปหา “สังคมไทย” ผู้ซึ่งหากเป็นบุคคล คนหนึ่งในสายตาของผู้เขียนนั้นเป็น “ชาย” ที่มีอายุ 50++ และยังคงมีความเชื่อมั่นในแนวคิด “เก่าแก่” ว่าโลกนี้ต้องมี “คู่ตรงข้าม” ถ้าฉันเป็นผู้ชาย เธอต้องเป็นผู้หญิง ฉะนั้นถ้าความคิดความเห็นของฉันถูก เธอผู้ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามต้อง “ผิด” ทันที เหตุผลเพราะพฤติกรรมของบุคคลที่ชื่อว่าสังคมไทยนั้นมักใช้แนวคิดแบบปิตาธิปไตยหรือผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากเพราะกระบวนการในการรับรู้ การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างหนึ่งมักจะมีความ “เชื่องช้า” และมีขนบธรรมเนียมขั้นตอนบางอย่างมากมาย หากจะกล่าวถึง “คุณสังคมไทย” ตามบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนอยากลองให้ผู้อ่านจิตนาการตามที่ผู้เขียนสร้างตัวตนเอาไว้
          สังคมไทย ผู้ซึ่งอายุมากคนนี้สร้างอะไรไว้บ้าง หากย้อนถอยหลังกลับไปเมื่อครั้งที่มีคู่รัก “ชายรักชาย” กรณีที่ผู้เขียนจะกล่าวนั้นเพื่อใช้ในการศึกษาและทางวิชาการไม่ได้ประสงค์จะทำให้บุคคลหรือนิติบุคคลใดเสื่อมเสีย กรณีนั้นคือกรณีของนักร้องชื่อดัง “อ๊อฟ ปองศักดิ์” หรือแม้กระทั่งนักพูดและพิธีกรผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง “วู๊ดดี้” หากย้อยกลับไปมองตามหน้าสื่อสังคมออนไลน์จะพบว่า มีการพยายามที่จะดุด่า ว่ากล่าว รวมทั้งใช้คำดูหมิ่นเหยียดหยามนานา เช่น “ฟ้าเหลืองที่เมืองทอง” “มนต์รักฟักทองบด” “ระเบิดถังขี้” “สายเหลือง” “ขุดทอง” เป็นต้น
          หากผู้อ่านเคยเห็นหรือมีโอกาสสนุกสนานกับวลีหรือประโยคเทือก ๆ นี้นั้นแสดงว่าผู้อ่านเองก็กำลัง “ทำร้าย” และอาจเป็น “อาชญากร” กับผู้ที่มีความแตกต่างจากตนเองหรือคู่ตรงข้ามเช่นกัน
          มาถึงจุดนี้ผู้อ่านอาจเกิดคำถามว่า ผู้เขียนเขียนต้องการสื่อสารอะไร ผู้เขียนต้องการจะบอกอะไร หรือบทความชิ้นนี้มีประโยชน์อะไร ผู้เขียนจะขอย้อนกลับไปให้เห็นว่าสิ่งที่คู่รักเพศเดียวกัน หรือเพศทางเลือก (ในชีวิตจริง) ต้องการนั้น อาจไม่ใช่แค่พระราชบัญญัติฯ ความจริงแล้วคู่รักหรือที่ในพระราชบัญญัติใช้คำว่า “คู่ชีวิต” นั้นอาจจะมี “ความต้องการ” มากกว่าแค่ลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่?
          ดังนั้นบทความชิ้นนี้จะเริ่มทำความเข้าใจกับผู้อ่านใหม่ (อีกครั้ง) ว่าอันที่จริงแล้วอะไรคือ “ความต้องการ” ของกลุ่มคนที่มีความรักเพศเดียวกัน
          “ความต้องการ” ที่ผู้เขียนต้องการที่จะกล่าวตลอดบทความชิ้นนี้คือ “ความแตกต่าง” โดยความแตกต่างนั้นอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง หรืออะไรแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถตอบคำว่า “แตกต่าง” ได้คือ เขาอาจ “ไม่เหมือน” เรา และความ “ไม่เหมือน” นี้เองก็ไม่ใช่ความ “ผิด” หรือ “บาปกรรม” อะไร เป็นเพียงความแตกต่างที่เป็นเพียงความแตกต่างเท่านั้น หากจะยกตัวอย่างให้ชัดเจน คือ หากผู้อ่านเข้าไปใช้บริการร้านสลัดบาร์แล้วสั่ง สเต็ก 1 ชิ้น โดยผู้อ่านอาจสั่งสเต็กเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อวัว หรือเนื้อแกะ ผู้อ่านสามารถสำรวจด้วยสายตาไปรอบ ๆ ร้านได้ว่าทั้งร้านในเวลานั้นอาจไม่มีใครสั่งเนื้อแบบเดียวกันก็ได้ หรืออาจจะเป็นเนื้อแบบเดียวกันแต่ความสุกของเนื้อไม่เท่ากันก็ได้ นั่นแปลว่าอะไร…แปลว่าทุกคนมี “สิทธิ” ที่จะชื่นชอบ ชื่นชม หลงรัก ในความแตกต่าง โดยที่ไม่ได้กระทำการใด ๆ ให้ผู้อื่นหรือในกรณีนี้ในร้านสลัดบาร์เดือดร้อน หรือหากจะกล่าวแบบวิชาการก็สามารถอธิบายได้ว่า “ทุกคนมีความเท่าเทียมที่ต้องการจะแตกต่าง” แต่ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกว่า เราสามารถเข้าใจความแตกต่างหรือเข้าใจความเท่าเทียมได้ในร้านกาแฟ ร้านสลัด ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร แต่ “สังคมไทย” กลับไม่ “พยายาม” เข้าใจความแตกต่างหรือความเท่าเทียมที่จะแตกต่างในเรื่องของ “รสนิยมทางเพศ”
          เพราะหากสังคมไทยเข้าใจหรือพยายามเข้าใจเราก็จะไม่เกิดชุดปฏิบัติการทาง “วาทกรรม” แบบข้างต้นในการส่อเสียด ว่ากล่าว ดูถูกดูแคลน บุคคลอื่นที่มีความชอบไม่เหมือนกับเรา แต่นั่นอาจเป็นสิ่งที่ผู้เขียนอาจจะยังไม่เข้าใจบุคคลที่ชื่อ “สังคมไทย” ผู้นี้มากนัก ผู้อ่านอาจจะปฏิเสธว่า ก็ “เข้าใจ” แล้วไงเลยออกพระราชบัญญัติฯ มาให้ นั่นจึงเป็นคำถามต่อไปที่ว่า “พระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ออกมาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมจริงหรือ?”
          ประเด็นแรกที่สามารถยกตัวอย่างได้ชัดเจนคือ ทำไมไม่ใช้คำว่า “คู่สมรส” แต่ใช้คำว่า “คู่ชีวิต” ทั้งที่สองคำนี้อาจไม่มีความแตกต่างกันเลยหากไม่ได้ขยายความออกมา ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า “ความ (พยายาม) ที่จะเท่าเทียมแต่ (ยัง) ไม่เท่าเทียม” แค่คำที่ใช้แตกต่างกัน กลุ่มเพศทางเลือกนั้นคิดมากไปเองหรือเปล่า ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงอย่างยาวนานกับคำว่า “เพศที่สาม” แล้วใครหล่ะเป็น “เพศที่หนึ่ง” และ “เพศที่สอง” ซึ่งมีข้อถกเถียงกันในกลุ่มสตรีนิยม รวมทั้งสังคมเชิงวิพากษ์ว่าทำไมต้องมีหนึ่ง แล้วใครเป็นผู้ “สถาปนา” ความเป็นหนึ่งหรือสอง แค่เพียงในประเด็นของเพศที่บอกว่าตนเองมาจากธรรมชาตินั้นยังถกเถียงกันมาหลายทศวรรษถึงความสำคัญของแต่ละเพศ ฉะนั้นแล้วคงไม่ต่างกันหากผู้เขียนจะกล่าวว่า การสร้างคำมาเพื่อแบ่ง “พวกเขาพวกเรา” นั้น ก็สร้างความไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้ว หากจะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ ผู้เขียนยังคงเชื่อว่าผู้ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “ส.ส. เพศทางเลือก” หรือกลุ่มบุคคล สมาคมที่เกี่ยวข้องกับเพศทางเลือกเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นสังคมไทยทั้งหมดที่ต้องทำความเข้าใจในความแตกต่างของคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันเสียก่อน
          รวมทั้งการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียน การสื่อสารให้นักเรียน ครูและสังคมไทยเชื่อและเข้าใจว่าไม่มี “พวกเขาพวกเรา” ในความหลากหลายทางเพศและรสนิยมทางเพศ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะเห็น “วาทกรรม” เสียดสีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากจะยกกรณีศึกษาอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เขียนคาดว่าผู้อ่านคงเคยได้ยินนั่นคือ การที่คู่รักชายรักชายในประเทศไต้หวันหย่ากันหลังจากแต่งงานกันได้เพียง 1 เดือน หากจะกดเข้าไปอ่านในช่องแสดงความคิดเห็นนั้นก็จะพบว่าเกือบร้อยละ 90 เข้าไปประณาม รวมทั้งสร้าง “วาทกรรม” ที่มีลักษณะโหดร้ายใส่ชายทั้งสอง เช่น “เห็นมั้ยมันอยู่กันไม่ได้หรอก” “ฟันดาบเหรอ 5555” “กินหอยดีกว่ากินกล้วยนะเว้ย” เป็นต้น โดยที่ไม่ได้เข้าไปอ่านเนื้อหาของข่าวสารเลย

รูปภาพ2

ที่มา : https://www.sanook.com/news/7808670/

          โดยการหย่าขาดกันของคู่รักเพศเดียวกันในประเทศไต้หวันที่ปรากฏเป็นข่าวซึ่งความว่า
          “สำนักข่าวท้องถิ่นของไต้หวันอย่าง Taiwan News รายงานว่า ล่าสุด ไต้หวันมีคู่รักเพศเดียวกันที่ตัดสินใจหย่าร้างเป็นคู่แรกของไต้หวัน หลังจากที่จดทะเบียนสมรสกันได้ไม่ถึง 1 เดือน นับตั้งแต่รัฐสภาไต้หวันมีมติอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นชาติแรกในเอเชีย เมื่อ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาโดยแหล่งข่าวจาก UDN ระบุว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตผิงตง ทางตอนใต้ของไต้หวัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งคู่ให้เหตุผลว่าพวกเขายังเด็กเกินไปที่จะใช้ชีวิตคู่ รวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการสมรสในครั้งนี้ นับตั้งแต่ 24 พฤษภาคม มีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสในเขตผิงตง 19 คู่ และโดยปกติแล้วจะมีคู่สมรสเดินทางมาจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตผิงตงเดือนละ 150-160 คู่ เจ้าหน้าที่เขตจึงระบุให้คู่รักแต่ละคู่พิจารณาและพูดคุยกันถึงผลที่จะตามมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกัน ไม่ว่าจะเป็นคู่รักเพศเดียวกันหรือคู่รักต่างเพศก็ตาม
          จากกรณีตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมานั้น พบว่าการหย่าขาดกันนั้นเกิดจาก “สังคม” ในประเทศไต้หวันยังไม่มีความเข้าใจและยอมรับ อีกทั้งจากข่าวเชิงลึกพบว่าคู่รักทั้งสองก็ยังคงคบหากันเหมือนเดิม เหมือนตอนที่ยังคงถือทะเบียนสมรสอยู่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้เขียนคาดว่าไม่มีความต่างจาก “สังคมไทย” มากนักเพราะถ้าหากสังคมไทยเกิดความเข้าใจในความแตกต่างอยู่บ้าง “วาทกรรม” ต่าง ๆ ก็คงไม่ปรากฏบนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ และในบางครั้งก็เกิดขึ้นจากผู้ประกาศข่าวเองเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสังคมไทยยังคงมองเรื่องของ “คู่ตรงข้าม” เป็นเรื่องตลกโปกฮา ไม่ได้มีสาระใดใด พร้อมทั้งยังรู้สึกยินดีถ้าคู่รักเพศเดียวกัน “หย่าขาด” กัน
          ส่วนนี้เองผู้เขียนจึงเชื่อว่าสังคมไทยต้องเข้าใจความแตกต่างเสียก่อน เพราะหากแม้มีพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่คนในสังคมยังคง “ผลิตซ้ำวาทกรรม” ที่เสียดสีอยู่ พระราชบัญญัติฯฉบับนี้ก็คงเป็นแค่กฎหมายที่มีขึ้นและมีประโยชน์ในวงแคบเท่านั้น เพราะสังคมไทยยังคงไม่ได้เรียนรู้อะไรจากพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้เลย ซึ่งนี่อาจจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนจากผู้เขียนคนเดียวก็เป็นได้ ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าพระราชบัญญัติฯ คือการมีความเข้าใจในความแตกต่างกันอย่างเท่าเทียมก่อน
          จากชื่อบทความที่ผู้เขียนตั้งว่า ความ (พยายาม) เท่าเทียมที่ (ไม่) เท่าเทียม นั้น ผู้เขียนต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการที่สังคมพยายามสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสายตาของอารยประเทศ แต่ในทางกลับกันนั้นยังคงมีความไม่เท่าเทียมกัน ทั้งจากการใช้คำว่า “คู่สมรส” เป็น “คู่ชีวิต” หากเปลี่ยนได้ผู้เขียนอาจขอเสนอให้ใช้คำว่า “คู่รัก” หรือ “คู่สมรส” ให้เหมือนกัน
          สิ่งที่ผู้เขียนเสนอหรือแนะนำ รวมทั้งร้องขอในงานชิ้นนี้อาจ “เร็วเกินไป” ที่จะยอมรับได้ แต่คง “ไม่ช้าเกินไป” ที่จะเริ่มต้นผ่านตำราเรียน และในพาดหัวข้าวในปีพุทธศักราช 2561 พบหนังสือเรียนสุขศึกษามีเนื้อหาเหยียดเพศและพยายามทำให้กลุ่มเพศทางเลือกผิดปกติ เช่น “เพื่อนนักเรียนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ผลที่ได้รับจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ครอบครัว สังคม และอนาคต” หรือแม้กระทั่ง “หากคบเพื่อนที่มีมีพฤติกรรมไม่ถูกต้อง …  มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ผลที่ได้รับจะทำให้เกิดความเดือดร้อน” ยิ่งไปกว่านั้น “ผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นต้น ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกถึงความไม่ถูกต้องตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดไว้” รวมทั้ง “ปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ … ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็กอย่างผิด ๆ สภาพแวดล้อม และสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่ส่งผลให้มีจิตที่ผิดปกติ” เป็นต้น
          ข้อความข้างต้นหรือที่สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า “การปฏิบัติการทางวาทกรรม” ข้างต้นนั้น ส่งผลร้ายต่อสังคมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุเพราะการเรียนในช่วงชั้นปฐมวัยนั้นเป็นการเรียนที่เด็กจะจดจำและเข้าใจ รวมทั้งสร้างการรับรู้ที่ผิด ซึ่งส่งผลให้ผู้สอนที่เป็นครูนั้น อาจได้รับรู้ข้อมูลดังกล่าวและส่งผลให้อย่างน้อยเด็กนักเรียน 1 ห้อง จำนวน 30 คน จาก30 ครอบครัว 60 ที่ทำงานได้รับรู้และรับทราบข้อมูลแบบผิด ๆ ยิ่งส่งผลร้ายต้องสังคมและเป็นการสร้างคู่ตรงข้ามทางเพศ (Gender Binary) อีกด้วย เมื่อมีการอบรมสั่งสอนว่าผู้ที่อยู่ตรงข้ามเรา “ผิด” “สร้างความเดือดร้อน” “จิตไม่ปกติ” จึงส่งผลให้สังคมรับรู้และรับทราบ นั่นยิ่งเป็นการตีตราและเหมารวมไปอีกขั้นหนึ่งด้วย
          หากมองภาพย้อนหลังในระยะยาวก็จะพบว่า “วาทกรรม” ข้างต้นนั้น ก็ส่งผลมาจนถึง “วาทกรรม” ในโลกสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน นั้นยิ่งตอกย้ำว่าสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนี้เลย นอกจากการ “ผลิตซ้ำคู่ตรงข้ามและล่าแม่มด” ฉะนั้นในมุมผู้เขียนจึงขอสรุปว่า แม้พระราชบัญญัติฯ จะดีมากแค่ไหนแต่ถ้า “สังคมไทย” ไม่มีการเรียนรู้ความแตกต่างของคน ก็แทบไม่มีผลเชิงรูปธรรมเลยหรือหากจะมีประโยชน์ก็มีเพียงแค่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากพระราชบัญญัติฉบับนี้
          นอกเหนือจากสิ่งที่สังคมควรรู้จักจากพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้แล้ว สังคมไทยควรให้เกียรติและรู้จัก “ความเป็นคน” ของผู้อื่นด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเราเข้าใจและให้เกียรติ “ความเป็นคน” ที่ทุกคนย่อมมีความแตกต่างอย่างเท่าเทียมกันนั้นเช่นเดียวกับในกรณีของร้านสลัดบาร์ที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างข้างต้น หรือแม้กระทั่งการพัฒนาหนังสือแบบเรียนให้เข้าใจในความแตกต่างและไม่ “ชี้นำ” สังคมในทางที่ผิดแล้ว ความเท่าเทียมนั้นก็จะเท่าเทียม จริง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใส่วงเล็บหรือเว้นวรรคอะไรให้ยุ่งยากอีกต่อไป
          ก่อนจะจบบทความชิ้นนี้ผู้เขียนขอเสนอคำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งคำแปลตามแนวคิดของ จอร์จ โทมัส คุเรียน (KURIAN, George Thomas) ซึ่งปรากฏอยู่ในสารานุกรมทางรัฐศาสตร์ (encyclopedia of political science) ว่า ความเสมอภาค (Equality) เป็นมโนทัศน์พื้นฐานที่สุดเรื่องหนึ่งไม่ว่าจะกล่าวในมิติทางการเมืองหรือในทางเศรษฐกิจ
          คนทั่วไปมักสับสนคำว่า “เสมอภาค” กับ “เหมือนกัน” (sameness) กล่าวคือ คิดว่าการรับรองความเสมอภาคของมนุษย์เท่ากับการทำให้มนุษย์ทุกคนเท่ากัน จนมักจะถูกโต้แย้งว่าความเสมอภาคไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจเบื้องต้นว่าหลักการของความเสมอภาค ไม่เคยเรียกร้องให้มนุษย์ทุกคนต้องเหมือนกันหมด เพราะมนุษย์ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมชาติทั้งโดยชาติพันธุ์ รูปร่าง ผิวพรรณ เพศสภาพ บุคลิก ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และอื่น ๆ แต่ความแตกต่างนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทำให้มนุษย์ต้องไม่เสมอภาคกัน เพราะความเสมอภาค (Equality) ตรงข้ามกับความไม่เสมอภาค (Inequality) ไม่ได้ตรงข้ามกับคำว่าความแตกต่าง (Difference) อย่างที่หลายคนทึกทัก
          นั่นหมายความว่า มนุษย์เราแตกต่างกันโดยธรรมชาติ แต่ก็สามารถเท่าเทียมกันได้ (different but Equal) ดังนั้นเมื่อกล่าวว่า คนเสมอภาคกัน จึงไม่ได้หมายความว่า คนเหมือนกันทุกด้านไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล หน้าตา ความสามารถ สติปัญญา แต่การที่บอกว่าเสมอภาคกันมีความหมายว่า มนุษย์นั้นเท่าเทียมกันทั้งในความเป็นมนุษย์ และตามกฎหมายของรัฐ
          จากข้อความที่ผู้เขียนยกมาข้างต้นที่กล่าวถึงคำว่า “เสมอภาค” นั้นอาจไม่ได้หมายความว่าต้องเท่าเทียมจริง ๆ แต่มี “ความเป็นมนุษย์” ที่เท่าเทียมกัน บทความชิ้นนี้ไม่ได้ประสงค์จะว่ากล่าว ใส่ร้ายหรือตำหนิติเตียนรวมทั้งสร้างคู่ตรงข้ามหรือเป็นคู่ตรงข้าม แต่บทความนี้เพียงต้องการอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กำลังพัฒนาขึ้นและกำลังเติบโตขึ้นในสังคมไทย สังคมที่ “พยายาม” ทำความเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศทางเลือกผ่านพระราชบัญญัติฯ โดยอาจลืมไปว่า ไม่ว่าจะ “คู่รัก” “คู่สมรส” “คู่ชีวิต” หรือแม้กระทั่งเพศต่าง ๆ รสนิยมความชอบต่าง ๆ ลักษณะทางกายภาพต่าง ๆ ความแตกต่างต่าง ๆ นั้น มี “ความเป็นคนเท่าเทียมกัน” ดังนั้นการให้การศึกษาที่ให้ความรู้ที่ผิด เช่นตำราแบบเรียนขั้นพื้นฐานที่ผู้เขียนยกมา การเหมารวมว่าใครก็ตามที่ไม่ใช่เพศปกติเป็นผู้ป่วยทางจิต การเสียดสี การทำร้ายโดยใช้วาทกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ฟ้าเหลืองที่เมืองทอง” “มนต์รักฟักทองบด” “ระเบิดถังขี้” “สายเหลือง” “ขุดทอง” นั้น รวมถึงการทำให้คู่ตรงกันข้ามกับเรานั้นไม่เท่าเทียมกัน เช่นการแบ่งแยกตามกฎหมายว่า คนทั้งคู่นี้ไม่ใช่คู่สมรส แต่เป็นคู่ชีวิต ซึ่งสามารถตีความได้ว่าเป็นบุคคลชั้นสอง ย่อมไม่ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กล่าวว่า 
          “ความเสมอภาค มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติแก่บุคคลที่มีความแตกต่างกันว่าย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

ว่าที่ร้อยตรีเบญจรงค์ ถิระผลิกะ เป็นนักวิชาการอิสระและนิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการสื่อสาร คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร ประเทศไทย สนใจในประเด็นการศึกษาเรื่องเพศ