การแสดงความคิดเห็น ความรุนแรงจากการใช้ hate speech ต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง ในโลกออนไลน์ – ผู้เขียน กนกกาญจน์ ธรรมเครื่อง

การแสดงความคิดเห็น ความรุนแรงจากการใช้ hate speech ต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง ในโลกออนไลน์
โดย กนกกาญจน์ ธรรมเครื่อง

sddefault

                                                                           ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=1LKKO2AFFtg

          ในโลกปัจจุบัน ที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสื่อออนไลน์เป็นไปด้วยความสะดวกสบายและรวดเร็ว ทุก ๆ คนมี social network อยู่ในมือ ทำให้เกิดsocial movement ในหลากหลายด้าน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฮชแท็กต่าง ๆ ในทวิตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นในประเด็นของ #metoo ที่เป็นแคมเปญในการต่อต้านการคุกคามทางเพศ (sexual harassment) ของผู้หญิง หรือ #lovewins #pride ที่เป็นแคมเปญออกมาสนับสนุนกลุ่มผู้ที่มีความหลาหลายทางเพศ (LGBTQ) นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนในประเด็นสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การแสดงออกทางการเมือง ที่ทำให้คนกล้าแสดงจุดยืน กล้าแสดงความคิดเห็นในการช่วยกันขับเคลื่อนสังคม แต่ในขณะเดียวกันโซเชี่ยลมีเดียเองนั้นก็มีอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงที่เกิดจากความเห็นที่ต่างกันการโต้ตอบกันด้วยความรุนแรง และการไม่เปิดใจยอมรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลของอีกฝ่าย
          การที่ผู้มีอิทธิในโลกออนไลน์แสดงความเห็นทางการเมืองจนทำให้ผู้คนที่พบเห็นข้อความเหล่านั้นเกิดความคล้อยตาม มีความเอนเอียงไปตามสารที่ได้รับ แต่เมื่อมีคนคล้อยตามแล้วก็ต้องย่อมมีผู้ที่เห็นต่าง และนั่นจึงทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น ในกลุ่มของผู้ที่มีความรู้สึกความเห็นด้วยนั้น ย่อมมีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจนั้น ก็จะแสดงออกว่าต่อต้านไม่เห็นด้วย โดยการนำเอาข้อความบางส่วนไปเผยแพร่ต่อในโลกออนไลน์ ด้วยhate speech ที่กระทำโดยการใช้คำพูดร้าย การวิจารณ์ในด้านลบ ป้ายสี เสียดสี ดูถูก เหยียดหยามผู้ที่มีความคิดเห็นที่ตรงข้ามกับตน และจากการโพสข้อความการแสดงความเห็นในด้านลบนั้น ทำให้นำมาซึ่งความแบ่งแยกระหว่าง กลุ่มคนที่เห็นด้วยและกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยจนทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำมาซึ่งการใช้วาจาเพื่อสร้างความเกลียดชัง ให้ร้ายแก่ฝ่ายตรงข้าม จนนำไปสู่ความรุนแรง การกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์หรือที่เรียกว่า cyber bullying ที่สร้างบาดแผลให้แก่ผู้ถูกกระทำจากการแสดงความคิดเห็นในด้านลบ ความรุนแรงในการแสดงความคิดเห็น การที่ต้องพบเจอกับhate speech การพูดจาให้ร้ายจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย
          ที่เห็นได้ชัดที่สุดในขณะนี้ คือ การแสดงความเห็นต่างทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างสาดสี สาดโคลน ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามของตนเอง การดูถูกเหยียดหยามว่าผู้เห็นต่างนั้น เป็นคนโง่ไร้การศึกษา การให้คำจำกัดความกับกลุ่มที่มีความเห็นต่างจากตนเองในโซเชี่ยลที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าเป็นคำว่า ส้มเน่า ควายแดง หรือแม้แต่สลิ่มก็เองก็ตาม จากการที่นิยามคำเหล่านี้ขึ้นมาแล้วนั้น ล้วนนำมาซึ่งการสร้างความเกลียดชังในโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก มีแต่การสาดสี ให้ร้ายกัน ใช้ความรุนแรงในการแสดงความคิดเห็น ไร้ซึ่งการถกเถียงกันด้วยเหตุและผล บิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ร้ายแก่ฝ่ายตรงข้าม ใช้อิทธิพลของสื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นสร้างกระแสเพื่อสร้างความแตกแยก

     ที่มา: https://www.facebook.com/childmedia.thailand/photos/pcb.982772158553999/982772001887348/?type=3&theater

          นอกจากการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงจะสามารถสร้างความเกลียดชังให้กับฝ่ายตรงข้ามได้แล้วนั้น ในบางครั้งการแสดงความคิดเห็นต่อผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของอุดมการณ์ กลับกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นคนด้วยกันเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการพ่นความเกลียดชัง การสร้างhate speech ผ่านการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์นั้นสามารถทำได้ง่าย และรวดเร็ว จึงทำให้คนส่วนใหญ่ขาดการยั้งคิด ประกอบกับพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนในชีวิตจริง
          แน่นอนทุกคนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่เราต้องแยกให้ออกระหว่างการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กับการแสดงความเกลียดชังทางขั้วการเมือง ในหลาย ๆ ครั้ง เราอาจจะมองข้ามเส้นแบ่งที่กั้นระหว่างการแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผล และการคุกคามผู้ที่เห็นต่างจากการใช้ความรุนแรงทางวาจาอยู่ หากเราเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของอีกฝ่าย รับฟังกันด้วยเหตุและผล ลองปรับเปลี่ยนมุมมองอาจทำให้การใช้ความรุนแรงในโลกไซเบอร์ลดลงไปได้ สิ่งที่คิดว่าถูกต้องอาจไม่ได้ถูกต้องเสมอไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงต้องเปิดใจรับฟังและแลกเปลี่ยนความมคิดเห็นของแต่ละฝ่ายบนเหตุและผล
          ซึ่งในงานเขียนชิ้นนี้ผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะชักนำหรือเอนเอียงเข้าข้างอุดมการณ์ฝ่ายไหน ผู้เขียนเพียงต้องการบอกเล่าถึงสิ่งเกิดขึ้นจากการใช้ hate speech ที่สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังขึ้น จากการใช้ความรุนแรงทางคำพูดที่ต่างฝ่ายต่างสาดใส่กันเพียงเท่านั้น และในการใช้ความรุนแรงในการแสดงความคิดที่รุนแรงนั้น ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นต่อกลุ่มLGBTQ ในเชิงการใช้คำพูดที่ดูถูก เหยียดหยาม หรือแม้ในทางการเมืองเองก็เช่นกัน
          ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างประเด็นของการทำร้ายร่างกายนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ จ่านิวเองเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งย่อมมีผู้เห็นที่ด้วยที่สนับสนุนจ่านิวและผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่การทำร้ายร่างกายในครั้งนี้ เกิดจากการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากกลุ่มที่ไม่หวังดี แน่นอนว่าในโลกออนไลน์เองก็มีการแสดงท่าที ความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้นั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องพบเจอ เช่นเดียวกันว่าจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประณามการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น การยินดีจากการโดนทำร้ายร่างกาย หรือแม้แต่การแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงจากผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน และแน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ และทำการนำข้อความเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอบกลับ และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาแสดงความคิดเห็น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนกับเพิ่มเชื้อเพลิงให้ไฟลุกขึ้นเรื่อย ๆ จากการสาดความรุนแรงทางคำพูดใส่กันและกันของแต่ละฝ่าย
          หรือในแม้แต่กรณีของน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ หนึ่งในส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคพลังประชารัฐเองนั้น ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามใช้คำพูดที่รุนแรง รวมไปถึงการsexual harassment จากสังคมออนไลน์ ซึ่งในการแสดงความคิดเห็นนั้นเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้คำพูดในการโจมตี และแสดงความเห็นในเชิงล่วงละเมิดเพียงเพราะคน ๆ นั้นเป็นฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นการขาดวิจารณญาณในการเสพสื่อฯ และใช้สื่อฯ การโจมตีด้วยประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทางการเมือง แต่สิ่งเหล่าเกิดขึ้นแค่เพราะความเกลียดชังที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามเพียงเท่านั้น แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้จะต้องถูกโจมตีจากหลายฝ่าย ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำในเช่นนี้
          และอีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการขาดความยั้งคิด หรือยับยั้งชั่งใจ ในการตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรงทางวาจา คือ กรณีของคุณปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊ค ในหลาย ๆ ประเด็น จนทำให้เกิดการโต้แย้งจากฝ่ายตรงข้าม มีการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรง ไม่มีการเปิดใจรับฟังเหตุและผลของกันและกัน ใช้คำพูดที่รุนแรงใส่สาดกัน เหมือนยิ่งเป็นการเพิ่มเชื้อเพลิงให้ปะทุอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นประเด็นร้อน หรือที่เรียกว่า ดราม่าในโลกโซเชี่ยล สิ่งที่เห็นได้จากประเด็นนี้ คือการเสียดสีด้วยการแสดงความเห็นที่รุนแรง และวาจาที่หยาบคาย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรง จนเกิดการขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาเพื่อโจมตี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีคนผิดหรือถูกเมื่อพรรคการเมืองที่เราชื่นชอบถูกวิจารณ์ แน่นอนว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนก็คงไม่ยอมให้มีใครมากล่าวหาเสีย ๆ หาย ๆ และต้องออกมาปกป้องฝั่งของตนเอง แต่การที่ออกมาปกป้องโดยการละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่คนมีอารยะเขากระทำกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน และต้องเคารพในความต่าง
          และจากการพูดเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรู้จักของผู้เขียนเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรง จนกลายเป็นhate speech จากการเห็นต่างทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชังให้แก่ฝ่ายตรงข้ามแล้วนั้น คนรู้จักของผู้เขียนได้เล่าถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นคือการสูญเสียคนรู้จักในชีวิตไป เพียงแค่อุดมการณ์ที่ต่างกันของคนทั้งสอง
          “คือเราคิดว่าแบบ..นี่แหละคือมนุษย์อ่ะ สิ่งที่ทำให้มนุษย์กับสัตว์ต่างกันก็เพราะพอคนมีความคิดเข้ามาก ๆ ก็ต้องมีบ้างที่คิดไม่เหมือนกันใช่ไหม มีชอบไม่ชอบรักไม่รัก มีถูกมีผิด ให้พูดแบบเข้าใจง่าย ๆ มันก็เหมือนตอนเราเด็ก ๆ เราไม่ชอบใครแล้วเราไปบอกเพื่อนให้เพื่อนไม่ชอบตาม แต่เราก็มีเหตุผลใช่ไหมล่ะ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็เกลียดขึ้นมา คือ เราว่ามันไม่ผิดเลยที่เราจะรู้สึก อย่างตัวร้ายในหนัง มันเป็นเพราะแบบหนังมันปูมาจนมันกลายเป็นคนที่เราไม่ชอบ มันทำเลวมาก ๆ พอมันตายเราก็สะใจ แบบธานอสตาย สะใจป้ะ เออนั่นแหละ แต่พอฝั่งอเวนเจอร์ตาย อ้าวร้องไห้เลย อะไรแบบนี้ ”
          การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกเกลียดชัง เป็นเพราะด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ต่างถูกยกมาใช้ การตีตราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิดหรือถูกต้อง คนนี้ดีหรือคนนี้เลว โดยปราศจากความสงสัยและตั้งคำถามว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่การที่ผู้คนต่างใช้ความรุนแรงทางคำพูดโต้ตอบกัน จนไม่เคารพสิทธิของผู้อื่นนั้น เป็นเพียงเพราะ เราคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสาธารณะที่มีสิทธิ์ในการแสดงความเห็น เพราะพื้นที่ในโลกออนไลน์เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นโลกที่เชื่อมต่อคนและข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกัน โลกที่สามารถปลุกระดมให้คนเกิดความเกลียดชังเพียงเพราะเห็นต่าง โลกที่สามารถแสดงด้านดำมืดภายในจิตใจของคนเราออกมาได้ เพียงเพราะโลกใบนี้ไม่มีใครทราบตัวตนที่แท้จริงของเรา การแสดงความเห็นในแง่ลบ การสนุกสนานจากการคอมเม้นต์ จนนำไปสู่ความรุนแรง การกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ เกิดการล่าแม่มด เกิดความรู้สึกพวกเขาไม่ใช่พวกเรา จนการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม
          “เวลาเห็นอะไรแบบนี้บางทีสมองมันก็อิกนอร์ไปเองเลย มันเหมือนเหนือเหตุผลใด ๆ ไปละ แบบอารมณ์เหมือนถ้าเจอคนแบบนี้คืออย่าไปช่วยเขาเลย เขาไปดีแล้ว ไปเถียงไปพูดเพื่อให้เขาเปลี่ยนใจคือไม่มีทาง ไม่เห็นวี่แววแล้ว แต่เรารับฟังนะถ้าเขาพูดด้วยการไม่สาดสีหรืออะไรแบบนี้ แต่ปกติที่ไม่อยากเถียงหรือคุยด้วยเพราะรู้ว่าเขาไม่ฟังฝั่งเราแน่ ๆ ถ้าให้มานั่งคุยกันก็คุยได้ แต่เขาจะฟังเราไหมก็อีกเรื่อง”
          สุดท้ายแล้วการเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อโดยปราศจากการไตร่ตรอง การป้ายสีฝ่ายตรงข้ามจนทำให้เราหลงลืมไปว่าตนเองไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด ความจริงไม่ใช่ความจริง ความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และฝังรากลึกให้เราเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกค้นพบและเป็นที่ยอมรับกัน แต่ถูกสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่คอยกำหนด ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด” (Foucault, 1980, น.131-132 อ้างถึงใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2528, น.146) หากเราลองเปิดใจ รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุยกันด้วยเหตุและผล เคารพความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่มีสิ่งไหนที่เรียกว่าผิดหรือถูก ไม่มีดำหรือขาว ไม่มีซ้ายหรือขวา เพียงแค่เปิดใจในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาจุดกึ่งกลางในการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ช่วยกันขับเคลื่อนสังคมนี้ให้หลุดจากวงกลมนี้ ช่วยกันลากเส้นวงกลมเหล่านี้ให้กลายเป็นเส้นตรงเพื่อขับเคลื่อนให้สังคมเดินไปข้างหน้าแทนการเดินซ้ำเป็นวงกลมจะดีกว่าไหม ดีกว่าการที่จะต้องมาเถียงว่าฉันหรือเธอที่ผิด แค่เปลี่ยนทัศนคติ ลดอคติที่มี พูดคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความรุนแรงในโลกโซเชี่ยลได้

 

อ้างอิง
ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2528). มิเชลฟูโกต์ : ปัญญาชน ความจริงและอำนาจ.กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.