ประสิทธิ์ ลีปรีชา และ มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ

ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

         “รัฐไทยได้มีนโยบายและการจัดการศึกษาสำหรับชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษ”

         จากการทบทวนเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามในระยะหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่าการจัดการศึกษาของรัฐอยู่บนพื้นฐานของวิธีคิดแบบชาตินิยมไทยที่ให้ความสำคัญกับการหลอมรวมผู้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมให้กลายเป็นไทยตามนโยบายการสร้างชาติ ปฏิบัติการจัดการศึกษาของรัฐในระยะที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง เยาวชนชนพื้นเมืองที่ผ่านระบบการศึกษาในโรงเรียนได้ซึมซับความเป็นไทย ด้วยการพยายามปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ให้เป็นไทย ส่งผลให้พวกเขาเริ่มสูญเสียอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเอง

         ซึ่งบทความนี้นำเสนอว่าการจัดการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นปฏิบัติการของเทคโนโลยีทางอำนาจอย่างหนึ่งในการผสมกลมกลืน “คนอื่น” ในสังคมไทยให้กลายมาเป็น “คนไทย” ตามนโยบายการสร้างชาติโดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบอาณานิคมภายในจากตะวันตก

โดยมีการนำเสนอเกี่ยวกับข้อต่างๆด้านนี้


          “ชนพื้นเมือง”

บทความนี้นำเสนอว่าการจัดการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นปฏิบัติการของเทคโนโลยีทางอำนาจอย่างหนึ่งในการผสมกลมกลืน “คนอื่น” ในสังคมไทยให้กลายมาเป็น “คนไทย” ตามนโยบายการสร้างชาติโดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบอาณานิคมภายในจากตะวันตก

  

“ระบบการศึกษาเพื่อความเป็นไทย”

ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อย

1. ประเภทของโรงเรียนเพื่อนักเรียนชนพื้นเมือง

2. กฎระเบียบของโรงเรียนเพื่อนักเรียนชนพื้นเมือง

3. ภาษาและเนื้อหาที่ใช้สอนในโรงเรียน

4. การเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นไทย

 

 

“นโยบายการศึกษา”

         งานศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เขียนโดยนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกี่ยวกับชาตินิยมในบริบทของประเทศไทยมีข้อสรุปร่วมกันประเด็นหนึ่งคือ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพื่อตอกย้ำความสำคัญของสามสถาบันหลักของประเทศ อันประกอบด้วยชาติ(ไทย)ศาสนา(พุทธ)และพระมหากษัตริย์ (ธงชัย วินิจจะกูล, 2544; Barme, 1993; Bowie, 1997; Chayan, 2005;Copeland, 1993; Thak, 1974; Vandergeest, 1992 และ Vella, 1957) ภายหลังจากที่เกิดรัฐชาติสมัยใหม่ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 6 ก็เริ่มเห็นกระบวนการสร้างชาติหรือชาตินิยมไทยที่ยึดเอาประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไทย(ภาคกลาง)เป็นหลัก เมื่อรัฐไทยใช้การศึกษาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในกระบวนการสร้างชาติ การจัดการศึกษาตามอุดมการณ์ของรัฐจึงมุ่งทำให้ผู้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมซึมซับและยึดโยงกับสามสถาบันหลักดังกล่าว กรณีของนโยบายและการจัดการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มชนพื้นเมืองหรือชาวเขาจึงเป็นตัวอย่างที่เด่นชัด

 

สรุปและอภิปราย  

         กว่ากึ่งศตวรรษของการจัดการศึกษาในชุมชนชนพื้นเมืองบนพื้นที่สูงโดยรัฐไทย ได้ประสบผลสำเร็จอย่างมหันต์ในการสร้างจิตสำนึกร่วมและปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของพวกเขา เช่นเดียวกับชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ จนนำมาสู่กระแสการตื่นตัวในการฟื้นฟูและอนุรักษ์อัตลักษณ์และภูมิปัญญาของท้องถิ่น อันเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อปี 2540 ตามมาด้วยกฎหมายลูกของหน่วยงานการศึกษาและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กับทั้งกระบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการจัดการศึกษาทางเลือกที่ฉีกแนวไปจากการศึกษากระแสหลักของรัฐ ดังตัวอย่างการลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตัวเองขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การเกิดขึ้นของเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง รวมทั้งภาคีการศึกษาทางเลือกอื่นๆ ที่เน้นการสอนภาษาแม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของทวิภาษาและพหุภาษาในโรงเรียนชุมชนชนพื้นเมืองที่ได้ขับเคลื่อนมานานนับเกือบทศวรรษ จึงเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมกิจกรรมและเก็บข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว และจะเขียนเป็นบทความอีกชิ้นหนึ่งต่างหากเพื่อเพื่อนำเสนอให้เห็นถึงการตอบสนองของผู้คนในระดับรากหญ้าที่มีต่อนโยบาย ปฏิบัติการจัดการศึกษาของรัฐและผลกระทบในระยะยาวที่เกิดขึ้นกับพวกเขา